ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ ณ ผืนหญ้าแห่ง Etihad
หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า ณ Etihad Stadium ในเย็นย่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีความหนืดข้นและทิ้งรสสัมผัสฝาดเฝื่อนคล้ายไวน์แดงที่บ่มในถังไม้โอ๊คเก่าแก่เกินไป มันคือบรรยากาศหลังสิ้นเสียงนกหวีดในแมตช์ที่ Arsenal ปราชัยให้แก่ Manchester City 1-2 ผลลัพธ์ที่ทำให้กองทัพของ Mikel Arteta ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวต่อรอยร้าวเดิมๆ ในหน้าประวัติศาสตร์การลุ้นแชมป์ Premier League
ท่ามกลางซากปรักหักพังของความพ่ายแพ้ มิดฟิลด์หมายเลข 41 ทรุดกายลงต่ำ ราวกับกำลังขุดค้นหาคำตอบจากผืนดิน เขาสบตากับกัปตันทีมหมายเลข 8 ก่อนจะส่ายศีรษะและเปล่งวาจาที่สั่นสะเทือนความเงียบว่า "มันยังไม่จบ" นัยสำคัญจากภาพสแนปชอตสั้นๆ นี้ บ่งบอกว่าหมายเลข 8 อาจเริ่มสูญเสียศรัทธา แต่หมายเลข 41 ยังคงยืนหยัดว่าด้วยจำนวนเกมที่เหลืออีก 5 นัด กองทัพปืนใหญ่ยังสามารถก้าวขึ้นเถลิงอำนาจได้
สถาปัตยกรรมแห่งความหวังและเส้นขนานที่พลาดเป้า
ในห้องแถลงข่าวที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความทะเยอทะยาน Mikel Arteta ได้สะท้อนถ้อยแถลงของหมายเลข 41 โดยยืนยันว่าลูกทีมของเขา "เชื่อมั่นยิ่งกว่าเดิม" หลังจากเกือบจะบุกมาช่วงชิงแต้มจากมหานครสีฟ้าได้สำเร็จ Arsenal เข้าใกล้จุดนั้นอย่างแท้จริง ลูกยิงของ Eberechi Eze ที่พุ่งไปกระทบเสาเหล็กอันเย็นเยียบ และลูกโหม่งในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ Kai Havertz ที่ข้ามคานไปเพียงไม่กี่องศา คือตัวอย่างของเส้นแบ่งทางเรขาคณิตที่ปฏิเสธชัยชนะของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังคงหลอกหลอนการเดินทางกลับสู่ลอนดอนคือ เหตุใดความดุดันเช่นนี้จึงไม่ปรากฏให้เห็นในยามที่พ่ายแพ้แก่ Bournemouth คาบ้านเมื่อสัปดาห์ก่อน? ความพ่ายแพ้ติดต่อกันต่อ Bournemouth และ Manchester City โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเสมอ Wolves 2-2 อาจดูเหมือนการล่มสลายของจักรวรรดิ แต่หากพิจารณาจากโครงสร้างของเกมในครึ่งหลัง ณ Etihad Stadium ยังมีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าการลุ้นแชมป์ครั้งนี้ยังไม่ถึงกาลอวสาน
กลไกที่เริ่มอ่อนแรงของเครื่องจักรสีฟ้า
แม้ทีมของ Mikel Arteta จะปราชัยถึง 4 จาก 6 นัดหลังสุดในทุกรายการ ทั้งใน Carabao Cup และ FA Cup แต่ความพ่ายแพ้ต่อ Bournemouth คือการปราชัยในลีกครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม นับจากความพ่ายแพ้ต่อ Manchester United ในครั้งนั้น ฟอร์มของ Arsenal ยังคงขนานไปกับ Manchester City อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งสองทีมต่างทำได้ 20 ประตูจาก 10 นัดหลังสุด
สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า "เครื่องจักรสังหาร" ที่ Pep Guardiola สร้างขึ้น ซึ่งมักจะเร่งเครื่องทำคะแนนทิ้งห่างในช่วงท้ายฤดูกาล ไม่ได้ดูไร้เทียมทานเหมือนในอดีต แม้ Arsenal จะสะดุดใน 3 นัดหลังสุด แต่พวกเขายังคงครองตำแหน่งบนยอดพีระมิด และจะเสียตำแหน่งจ่าฝูงด้วยผลต่างประตูได้เสียก็ต่อเมื่อ Manchester City สามารถเอาชนะ Burnley ทีมหนีตายได้ในวันพุธนี้เท่านั้น
ภูมิศาสตร์แห่งชัยชนะ: เส้นทางสู่ Emirates
เงื่อนไขในปัจจุบันคือช่องว่างเพียง 3 คะแนนและ 1 ประตู หาก Manchester City ชนะที่ Turf Moor พวกเขาจะขึ้นนำด้วยจำนวนประตูที่ยิงได้มากกว่า แต่ความได้เปรียบที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ในตารางการแข่งขันที่เหลือ Arsenal จะลงเล่น 5 นัดสุดท้ายในกรุงลอนดอนทั้งหมด โดยเป็นเกมเหย้า 3 นัดพบกับ Newcastle, Fulham และ Burnley ส่วนเกมเยือนคือการไปเยือน West Ham และ Crystal Palace
ในทางกลับกัน Manchester City ต้องเดินทางไกลไปเยือน Everton และ Bournemouth พร้อมทั้งรับการมาเยือนของ Brentford, Crystal Palace และ Aston Villa ที่กำลังลุ้นพื้นที่ยุโรป เมื่อพิจารณาจากพิกัดทางภูมิศาสตร์และอันดับตารางคะแนน คู่แข่งของ Arsenal ล้วนอยู่ในครึ่งล่างของตาราง ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขาผลิตสกอร์ได้มากกว่า
บทสรุปของมหากาพย์ครั้งนี้อาจตัดสินกันที่ว่าใครจะสามารถถล่มประตู Burnley ทีมที่มีสถิติเกมรับย่ำแย่ที่สุดได้มากกว่ากัน ดังนั้น เหล่าสาวกปืนใหญ่จงอย่าเพิ่งยกธงขาว ภารกิจนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่น: ชัยชนะอีก 5 นัด พร้อมด้วยการจารึกสกอร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้