กลับมาซ้อมได้เสียที! หลังจากหายไปนานจนเกือบลืมหน้า
FC Barcelona กลับมารวมตัวซ้อมกันอีกครั้งเมื่อวันพุธที่ผ่านมาหลังจากได้พักหายใจหายคอช่วงสั้นๆ แถมยังมีข่าวดีมาฝากแฟนบอลให้ชื่นใจ เพราะทั้ง Raphinha และ Marc Bernal ตบเท้ากลับเข้ากลุ่มเตรียมลุยช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลเป็นที่เรียบร้อย
แต่ที่เซอร์ไพรส์กว่าใครเพื่อนก็คือการปรากฏตัวของ Andreas Christensen ที่โผล่หน้ามาที่สนามซ้อม Ciutat Esportiva Joan Gamper เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 เดือน หลังจากต้องไปนั่งตบยุงรักษาอาการเอ็นไขว้หน้าเข่าซ้ายฉีกขาด (ACL) จนแฟนบอลแทบจะจำไม่ได้ว่าพี่แกยังอยู่กับทีม
อนาคตที่ยังคลุมเครือ... จะอยู่ต่อหรือพอแค่นี้?
ตามรายงานจากสื่อเจ้าประจำอย่าง SPORT ระบุว่าสถานการณ์ของ Andreas Christensen ในถิ่น Barcelona กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยเดือนพฤษภาคมนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าเขาจะได้ไปต่อ หรือต้องเก็บกระเป๋าออกจากคัมป์ นู
สัญญาปัจจุบันของปราการหลังทีมชาติเดนมาร์กกำลังจะหมดลงในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ซึ่งทาง Deco ผู้อำนวยการกีฬาคนเก่งก็ดูเหมือนจะใจดี (หรือเปล่า?) พร้อมอ้าแขนรับให้อยู่ต่อในฐานะอะไหล่สำรอง แต่มีข้อแม้ว่า 'ต้องลดค่าเหนื่อยลงครึ่งหนึ่ง' จากที่รับอยู่ปัจจุบัน และเซ็นสัญญาระยะสั้นไม่เกิน 2 ปีเท่านั้น เรียกได้ว่ายื่นข้อเสนอมาแบบกะให้เอาไปจ่ายค่าไฟยังแทบไม่พอ
แม้ว่าข้อเสนอแรกจากสโมสรจะทำเอาอดีตสตาร์จาก Chelsea ถึงกับกุมขมับเพราะมันต่ำกว่าที่คาดหวังไว้เยอะ แต่เจ้าตัวก็ยังมีใจรักมั่นคง อยากจะใช้ชีวิตชิคๆ ในเมือง Barcelona ต่อไป และยังหวังลึกๆ ว่าทั้งสองฝ่ายจะหาจุดลงตัวกันได้ในที่สุด
ก้าวต่อไปของ Christensen: พิสูจน์ตัวเองหรือเตรียมลา?
Andreas Christensen ย้ายมาซบ Barcelona แบบฟรีๆ เมื่อปี 2022 และเคยเป็นลูกรักคนสำคัญในยุคของ Xavi Hernandez โดยลงเล่นไปถึง 5,124 นาทีตลอดสองฤดูกาล แต่พอเปลี่ยนยุคมาเป็น Hansi Flick ปุ๊บ อาการบาดเจ็บก็ขยันมาทักทายจนฟอร์มสะดุดกึก
หลังจากพลาดการลงสนามไปถึง 28 นัดรวดเพราะเจ็บเข่า ตอนนี้เขาเริ่มขยับร่างกายได้ดีขึ้นตามแผนการรักษาแบบประคองอาการ แม้ว่าเกมที่จะเจอกับ Osasuna สุดสัปดาห์นี้จะดูเร็วไปหน่อยที่จะลงสนาม แต่คาดว่าเราน่าจะได้เห็นเขาลงไปวิ่งยืดเส้นยืดสายในช่วง 4 นัดสุดท้ายของลีก
ดังนั้น เดือนพฤษภาคมนี้แหละคือ 'วันพิพากษา' ทั้งในสนามและการเจรจา ถ้า Barcelona ปิดจ๊อบคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ Andreas Christensen ก็ต้องใช้เวลาที่เหลือพิสูจน์ให้โลก (และบอร์ดบริหาร) เห็นว่าในวัย 30 ปี เขายังเก๋าพอที่จะเล่นในระดับสูงและคู่ควรกับสัญญาฉบับใหม่ที่ไม่ใช่แค่เศษเงิน!