จากสนามหญ้าสู่หน้าจอ: เมื่อ Gary เจอ Gary
Gary Lineker แขวนสตั๊ดในฟุตบอลอังกฤษเมื่อเดือนพฤษภาคม 1992 เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่ Gary Neville จะประเดิมสนามนัดแรกให้ Manchester United แม้ทั้งคู่จะเป็นระดับตำนานทีมชาติอังกฤษเหมือนกัน แต่เส้นทางลูกหนังกลับไม่เคยบรรจบ จนกระทั่งพวกเขาตัดสินใจกระโดดลงมาเล่นในสมรภูมิธุรกิจสื่อยุคใหม่
ตอนนี้ทั้งคู่กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมสื่อที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ต่างคนต่างสร้างอาณาจักรดิจิทัลของตัวเองผ่านแพลตฟอร์ม Goalhanger ของ Lineker และ The Overlap ของ Neville คำถามคือ... ใครกันแน่ที่เป็นเบอร์หนึ่งในเกมนี้?
Neville กับแผนการยึดครองโลก YouTube
ล่าสุด The Overlap ของ Neville เพิ่งจะไปฮุบช่อง YouTube ของ Mark Goldbridge อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังสาย Manchester United มาหมาดๆ นี่คือการประกาศศักดาว่าอดีตแบ็กขวาจอมบ่นแห่ง Sky Sports ไม่ได้มาเล่นๆ
Neville ร่วมก่อตั้งบริษัท Buzz16 เมื่อสิบปีก่อน และปั้น The Overlap ขึ้นมาในปี 2021 โดยมีรายการชูโรงอย่าง 'Stick to Football' ที่เน้นการล้อมวงเม้าท์มอยแบบยาวๆ แถมยังมีสปอนเซอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Skybet หนุนหลัง จนมียอดวิวรวมทุกแพลตฟอร์มทะลุ 2.2 พันล้านครั้งในปี 2025 พร้อมตั้งเป้าจะเป็นแพลตฟอร์มฟุตบอลที่ไม่ใช่การถ่ายทอดสดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
นอกจากนี้ Buzz16 ยังผลิตคอนเทนต์ให้เจ้าดังๆ อย่าง BBC และ TNT แถมยังคว้าลิขสิทธิ์ไฮไลต์ Bundesliga มาครองอีกด้วย ปีที่แล้วบริษัททำรายได้ไปเบาๆ 11.6 ล้านปอนด์
Lineker กับอาณาจักร Podcast หมื่นล้าน
ฝั่ง Goalhanger ของ Lineker ก็ไม่น้อยหน้า แม้รายได้จาก Buzz16 จะดูเยอะ แต่ก็ยังแพ้ดีล 14 ล้านปอนด์ที่ Goalhanger ทำกับ Netflix เพื่อส่งรายการ 'The Rest Is Football' ไปฉายในอเมริกาช่วง World Cup หน้าร้อนนี้
Goalhanger เคลมว่ามียอดดาวน์โหลดพอดแคสต์มากกว่า 75 ล้านครั้งต่อเดือน และมีสมาชิกแบบจ่ายเงินถึง 250,000 คน แถมยังจับมือกับ DAZN และ La Liga เพื่อขยายฐานแฟนคลับไปทั่วโลก
ใครเหนือกว่ากัน?
ถ้าดูที่ชาร์ตพอดแคสต์ Goalhanger กินเรียบ! รายการในเครือ 'The Rest Is...' ทั้งการเมือง ประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ยึดอันดับต้นๆ ใน Spotify และ Apple แบบเบ็ดเสร็จ ในขณะที่ The Overlap ของ Neville จะไปเด่นทาง YouTube มากกว่า โดยมีผู้ติดตามถึง 1.66 ล้านคน ซึ่งมากกว่าฝั่ง Lineker ถึง 3 เท่า
Scott Melvin ผู้ร่วมก่อตั้ง The Overlap บอกแบบหล่อๆ ว่า "เราไม่ใช่คู่แข่งกันหรอก พวกเขาเน้นฟัง (Ears optional) ส่วนเราเน้นดู (Video-first)" ส่วนฝั่ง Tony Pastor จาก Goalhanger ก็เสริมว่า "เราเน้นเนื้อหาที่กว้างกว่า ไม่ได้มีแค่กีฬา"
ความซวยของสื่อกระแสหลัก?
ความสำเร็จของทั้งคู่กำลังทำให้สถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่เริ่มหนาวๆ ร้อนๆ เพราะพอดแคสต์และ YouTube เหล่านี้ไม่มีกฎระเบียบที่เข้มงวดเหมือนฟรีทีวี พวกเขาสามารถสบถคำหยาบ วิพากษ์วิจารณ์แบบเผ็ดร้อน หรือลำเอียงเข้าข้างทีมตัวเองได้เต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ BBC หรือ Sky Sports ทำไม่ได้
อย่างตอน Euro 2024 Lineker โดนวิจารณ์ยับเพราะในพอดแคสต์ด่าทีมชาติอังกฤษซะเสียหมา แต่พอออกหน้าจอ BBC กลับพูดจาสุภาพเรียบร้อยซะงั้น หรือกรณีของ Neville ที่ยังทำงานให้ Sky Sports แต่ดันไปลงทุนกับ Mark Goldbridge ที่ชอบด่า Manchester United แบบสาดเสียเทเสีย นี่คือความย้อนแย้งที่น่าปวดหัวสำหรับต้นสังกัดเดิม
บทสรุปของเกมนี้
ไม่ใช่แค่สองคนนี้เท่านั้น แต่อดีตนักเตะอย่าง Rio Ferdinand ก็เริ่มออกมาทำสื่อเองเหมือนกัน เพราะมันให้อิสระมากกว่า และเข้าถึงแฟนบอลได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านเซ็นเซอร์ของสถานี
สุดท้ายแล้ว สมรภูมินี้อาจจะไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว แต่มันคือการพิสูจน์ว่า ถ้าคอนเทนต์คุณดีจริง ฉลาด และสนุก แฟนบอลก็พร้อมจะจ่ายเงินและสละเวลามาดู ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม... แต่ถ้าให้เลือก ผมขอเลือกฝั่งที่ด่ามันส์กว่าแล้วกัน!