เราเพิ่งผ่านพ้นรอยต่อของฤดูกาลที่ผืนหญ้าถูกชโลมด้วยความชื้นในระดับ Brut Nature—แห้งผาก กรอบเกรียบ และไร้ซึ่งความปรานี—แต่สิ่งที่น่าตระหนกยิ่งกว่าคือการกลายพันธุ์ของฟุตบอล Premier League ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน
ในขณะที่นักวิจารณ์สายอนุรักษนิยมอาจมองว่าการผงาดขึ้นมาของลูกตั้งเตะเป็นเพียงกระแสยุทธวิธีที่หมุนเวียนไปตามกาลเวลา แต่ตัวเลขทางโบราณคดีฟุตบอลกลับบ่งชี้ถึงความผิดปกติ หากเราขุดค้นสถิติจากสองฤดูกาลก่อนหน้า ณ จุดนี้ของปฏิทิน เราจะพบประตูจาก Open Play และจุดโทษรวมกันถึง 798 และ 737 ประตูตามลำดับ ทว่าในศักราชนี้ ตัวเลขดังกล่าวกลับดิ่งเหวลงเหลือเพียง 615 ประตู—เป็นการสูญหายไปกว่า 20% นี่ไม่ใช่แค่การลดลงของระดับน้ำ แต่มันคือสึนามิที่ซัดสาดทำลายโครงสร้างเดิมของเกมจนหมดสิ้น
Arsenal กับมรดกที่สร้างจากเศษอิฐและปูน
ท่ามกลางการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทางยุทธวิธีนี้ Arsenal ดูจะเป็นแชมป์ที่เหมาะสมกับยุคสมัย พวกเขาเล็งเห็นคุณค่าของอัญมณีที่ซ่อนอยู่ในลูกนิ่งก่อนใครเพื่อน ด้วยส่วนต่างประตูจากลูกตั้งเตะที่บวกถึง 13 ลูก ซึ่งมากกว่า Manchester United ที่รั้งอันดับสองในหมวดนี้ถึงสองเท่า
แต่ลองจินตนาการดูเถิด... หากมีอำนาจเหนือธรรมชาติจากจักรวาลอื่นที่รังเกียจกำแพงมนุษย์และการทุ่มไกลอันน่าเบื่อหน่าย สั่งลบประตูจากลูกตั้งเตะออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์เสียสิ้น ตารางคะแนนแห่งมวลมนุษยชาติจะบิดเบี้ยวไปเพียงใด? ผมจึงสวมบทบาทนักโบราณคดี ทำการชำระประวัติศาสตร์ใหม่โดยตัดประตูจากฟรีคิก, ลูกเตะมุม และลูกทุ่มออกไป เพื่อดูว่าโฉมหน้าของ Premier League จะเป็นอย่างไร
5 สัปดาห์แรก: รัชสมัยของ Liverpool ที่หวนคืน
ในโลกคู่ขนานที่ผืนหญ้ามีความหวานฉ่ำระดับ Late Harvest การลงทุนมหาศาลที่ Anfield ดูจะสัมฤทธิผล Liverpool ทะยานขึ้นจ่าฝูงด้วยคะแนนนำ 3 แต้ม พร้อมสถิติการถล่มประตูที่ดุดันที่สุด พวกเขาบดขยี้ Newcastle ที่ St. James's Park อย่างราบคาบ 3-0 โดยมีรอยด่างพร้อยเพียงหนึ่งเดียวคือการเสมอไร้สกอร์กับ Arsenal ในบ้าน
ในขณะที่ Mikel Arteta เริ่มถูกตั้งคำถามว่าเขาคือ Jose Mourinho ในร่างจำแลงหรือไม่? ผู้จัดการทีมที่สร้างป้อมปราการอันแข็งแกร่งจนไม่แพ้ใคร แต่กลับไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บในการเผด็จศึกเพื่อคว้าชัยชนะที่จำเป็นต่อการเป็นแชมป์
สัปดาห์ที่ 6 ถึง 10: อสูรกาย Manchester City ตื่นจากการหลับใหล
หลังจากการปรับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของทีมขนานใหญ่ Manchester City ก็เริ่มสำแดงเดชด้วยส่วนต่างประตูได้เสียบวก 14 ลูก พวกเขาไล่กวด Liverpool มาเหลือเพียงแต้มเดียว ก่อนที่จะมีคิวปะทะกันที่ Etihad Stadium
ส่วน Arsenal แม้จะยังไม่แพ้ใครและเสียไปเพียงประตูเดียวจาก 10 นัด แต่การทำได้เพียง 8 ประตู—น้อยที่สุดเป็นอันดับ 5 ของลีก—ทำให้พวกเขาติดหล่มอยู่ในอันดับที่ 4 หากไร้ซึ่งประตูจากลูกนิ่ง Arsenal คือผู้สูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยมีคะแนนหายไปถึง 7 แต้มจากความเป็นจริง
สัปดาห์ที่ 11 ถึง 15: วิกฤตศรัทธาที่ Anfield และความโกลาหลที่ Old Trafford
เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ความชื้นของหญ้าเริ่มข้นคลักดั่ง Full-bodied Red Wine เครื่องจักรสีแดงของ Arne Slot เริ่มติดขัด พวกเขาปืนฝืดติดต่อกัน 3 นัด รวมถึงการพ่ายแพ้ต่อ Manchester City 0-2 จากลูกยิงไกลของ Nico Gonzalez และ Jérémy Doku ขณะที่ Alexander Isak เจ้าของค่าตัวสถิติสโมสรยังคงควานหาประตูแรกไม่เจอในโลกที่ไร้ลูกตั้งเตะ
ฝั่ง Manchester United ภายใต้การนำของ Ruben Amorim จมดิ่งลงสู่ครึ่งล่างของตารางเป็นปีที่สองติดต่อกัน จนเริ่มมีเสียงเพรียกหาตระกูล Glazer ให้กลับมาทวงคืนอำนาจจาก Jim Ratcliffe ซึ่งเป็นแนวคิดที่ฟังดูเหมือนลัทธิเฮเรติกในสายตาแฟนบอล
สัปดาห์ที่ 16 ถึง 20: การขับเคี่ยวของสามขุนพล
เมื่อผ่านพ้นครึ่งทางของฤดูกาล Manchester City, Arsenal และ Liverpool ต่างมี 41 แต้มเท่ากันพอดิบพอดี สร้างสถานการณ์การลุ้นแชมป์ที่ระทึกใจที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย โดยมี Aston Villa และ Chelsea คอยจดจ้องอยู่ไม่ห่าง
สัปดาห์ที่ 21 ถึง 25: ปรัชญาใหม่ที่ Stamford Bridge
Chelsea ตัดสินใจแยกทางกับ Enzo Maresca และนำตัว Liam Rosenior เข้ามาแทนที่ เขานำพาปรัชญาฟุตบอลที่ฟังดูเหมือนหนังสือจิตวิทยาบำบัดราคาถูก โดยสั่งให้ลูกทีมปฏิบัติต่อลูกฟุตบอลราวกับเป็น จอกศักดิ์สิทธิ์ ที่บรรจุภูมิปัญญาของมนุษยชาติ ทว่าผลลัพธ์กลับน่าอัศจรรย์ เมื่อเขานำทีมชนะรวดและเสียไปเพียงประตูเดียวใน 4 นัดแรก จนขยับขึ้นมาจี้ติดกลุ่มผู้นำ