แสงโพล้เพล้งที่เลือนราง กับความทรงจำที่ยังเต้นเร้า
แสงอาทิตย์ยามเย็นที่ทอดผ่านสนาม Stadio Olimpico ในกรุงโรมวันนี้ มีความหม่นแสงคล้ายกับเมฆฝนที่ตั้งเค้าเหนือย่านอุตสาหกรรมใน East Midlands เมื่อสิบปีก่อน มันเป็นความสว่างที่ไม่จ้าจนเกินไป แต่นุ่มนวลพอที่จะทำให้เรามองเห็นริ้วรอยบนใบหน้าของชายที่ครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่า 'ทิงเกอร์แมน'
Claudio Ranieri นั่งอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่กำลังจางหายไปตามกาลเวลา เขามองย้อนกลับไปยังทศวรรษที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่เขาเสกให้ Leicester City กลายเป็นแชมป์ Premier League ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางโครงสร้างเหล็กและคอนกรีตที่เย็นเยียบของเมืองเลสเตอร์ ในวันที่สโมสรแห่งนี้กำลังดิ่งลงสู่ League One หรือเทียบเท่ากับ Serie C ของอิตาลี—ความตกต่ำที่รวดเร็วราวกับตึกสูงที่ถูกทุบทำลาย
บทสนทนาในเงามืด: เมื่อตำนานถูกเขียนขึ้นจากความว่างเปล่า
ในการพูดคุยกับศิลปิน Sayf, Ranieri รื้อฟื้นความหลังด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความภูมิใจ (เขานิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับกำลังมองหาเงาร่างของนักเตะชุดปี 2016 ในม่านหมอก)
"มันมีพลังงานบวกที่เหลือเชื่อโอบล้อมทีมไว้ในตอนนั้น" Ranieri เผยกับ Sky Sport Italia ด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยล้าแต่แววตายังเป็นประกาย "แต่ผมเพิ่งจะมั่นใจจริงๆ ว่าเราจะชนะ Premier League ก็ตอนที่เราได้ชูถ้วยจริงๆ นั่นแหละ"
เขายังกล่าวถึงสถานะของทีมในปัจจุบันที่กลายเป็น 'ทีมโยโย่' ขึ้นลงระหว่างดิวิชั่น จนกระทั่งร่วงหล่นสู่ลีกระดับสามของอังกฤษ "ตอนที่ท่านประธานจ้างผม เขาแค่ขอให้เก็บให้ได้ 40 แต้มเพื่อความอยู่รอดให้เร็วที่สุด... และจากจุดนั้นเอง ตำนานก็ได้ถือกำเนิดขึ้น"
แท็กติกท่ามกลางคราบน้ำมันและหยาดเหงื่อ
Ranieri เล่าถึงการปรับจูนทีมเหมือนช่างเครื่องที่พยายามซ่อมเครื่องยนต์เก่าๆ ให้กลับมาวิ่งได้เร็วกว่ารถสปอร์ตราคาแพง เขาเปลี่ยนแผงหลัง ปรับสมดุลที่เคยรั่วไหลให้กลายเป็นกำแพงที่แข็งแกร่งดั่งคอนกรีตเสริมเหล็ก
"ผมเริ่มปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ เพราะเราเสียประตูมากเกินไป ผมเปลี่ยนฟูลแบ็กสองข้าง และจากนั้นทีมก็เสียประตูน้อยลง" ร่างกายของเขาขยับตามจังหวะการเล่าสิบบนเก้าอี้หนังเก่าๆ สะท้อนถึงความตึงเครียดในห้องแต่งตัวที่ Molineux หรือ King Power Stadium ในวันวาน
สัญญาใจในห้องแต่งตัวที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นสเปรย์คลายกล้ามเนื้อ
หนึ่งในฉากสำคัญของบทละครเรื่องนี้คือช่วงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่อย่าง Manchester City, Liverpool และ Arsenal
Jamie Vardy เดินเข้ามาหาผมแล้วถามว่า: 'บอสครับ เราจะเก็บเก้าแต้มเต็มเลยดีไหม?' Ranieri เล่าพร้อมรอยยิ้มจางๆ "ผมตอบเขาไปว่า ถ้าพวกคุณทำได้ ผมจะให้หยุดพักทั้งสัปดาห์เลย"
ผลลัพธ์คือการบุกไปถล่ม Manchester City 3-1, ชนะ Liverpool และเกือบจะแบ่งแต้มจาก Arsenal ได้หากไม่เหลือ 10 คนและเสียประตูในนาทีที่ 93 "ทุกคนในห้องแต่งตัวเศร้ามาก ผมเลยบอกพวกเขาว่า: 'ผมขอให้พวกคุณทุ่มเทที่สุดในทุกเกม วันนี้เราแพ้ แต่พวกคุณให้ใจมาเต็มร้อย ในใจผมถือว่าพวกคุณได้สามแต้มแล้ว ไปพักผ่อนได้เลยทั้งสัปดาห์'"
เสียงระฆัง 'ดิลลี่-ดิง ดิลลี่-ดอง' ที่เขาเคยสั่นเพื่อปลุกใจลูกทีม ยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำที่พร่าเลือน Ranieri ทิ้งท้ายด้วยปรัชญาที่เรียบง่ายท่ามกลางโลกฟุตบอลที่โหดร้ายว่า "ในทุกประสบการณ์ของผม ผมพยายามทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยรอยยิ้มเสมอ" แม้ในวันนี้ รอยยิ้มนั้นจะถูกฉาบด้วยความโศกเศร้าของการร่วงหล่นของสุนัขจิ้งจอกก็ตาม