แสงแดดสุดท้ายของกรุงลอนดอนก่อนเริ่มการแข่งขันนั้นซีดจางและเย็นเยียบ มันเป็นแสงสีเทาหม่นที่ตกกระทบลงบนพื้นคอนกรีตที่ชื้นแฉะด้วยไอฝน ท่ามกลางบรรยากาศที่เหมือนฉากในหนังนัวร์ที่ตัวเอกกำลังจะทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ Sabastian Sawe ยืนอยู่ตรงนั้น ร่างกายของเขาผอมเพรียวราวกับเส้นลวดที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ ก่อนที่เขาจะจารึกประวัติศาสตร์ด้วยเวลาที่ต่ำกว่าสองชั่วโมงใน London Marathon
เมื่อสัปดาห์ก่อน Sabastian Sawe เคยกล่าวไว้ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่ามันเป็นเพียง "เรื่องของเวลา" เท่านั้นก่อนที่เขาจะทำลายสถิติโลกของ Kelvin Kiptum ผู้ล่วงลับ แต่ในเช้าวันอาทิตย์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของน้ำมันดีเซลและเสียงหอบหายใจของเมืองใหญ่ น้อยคนนักจะเชื่อว่าเวลานั้นจะมาถึงเร็วขนาดนี้
แต่นี่ไม่ใช่แค่การสร้างสถิติใหม่ ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 59 นาที 30 วินาที นักวิ่งชาวเคนยาวัย 31 ปีผู้นี้ได้ขีดเขียนเส้นแบ่งแห่งความเป็นไปได้ขึ้นมาใหม่ ภายใต้แสงไฟสเตเดียมที่สาดส่องลงมายังเส้นชัยที่ดูห่างไกล แม้ว่า Eliud Kipchoge จะเคยเป็นมนุษย์คนแรกที่วิ่งต่ำกว่าสองชั่วโมงในปี 2019 แต่นั่นเป็นการวิ่งในสภาวะที่ถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่สามารถนับเป็นสถิติโลกได้
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ Yomif Kejelcha จากเอธิโอเปีย ตามเข้ามาเป็นอันดับสองด้วยเวลา 1:59:40 กลายเป็นมนุษย์คนที่สองที่ทำลายกำแพงสองชั่วโมงได้สำเร็จ ขณะที่ฝั่งผู้หญิง Tigst Assefa ก็ทุบสถิติโลกของตัวเองลงไปอีก 9 วินาที ด้วยเวลา 2:15:41 ในกีฬาที่วัดกันด้วย 'เศษเสี้ยวของความได้เปรียบ' ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่อาวุธบนเท้าของพวกเขา
'การแสวงหาความสมบูรณ์แบบที่ไม่มีวันสิ้นสุด' — เบื้องหลังของ Super Shoe
คำตอบของความเร็วที่ดูเหนือธรรมชาตินี้ซ่อนอยู่ในรองเท้า Adidas Adizero Adios Pro Evo 3 ที่ทั้งสามคนสวมใส่ มันถูกเปิดตัวเพียงสองวันก่อนที่พวกเขาจะลงไปสัมผัสพื้นถนนของลอนดอน Adidas ใช้เวลาสามปีในการขัดเกลามันร่วมกับนักวิ่งระดับพระกาฬเหล่านี้ จนได้รองเท้าที่ช่วยให้ Sawe ทำลายสถิติสนามเดิมของ Kiptum ลงได้เกือบสองนาที
Sawe กล่าวขอบคุณ Adidas สำหรับรองเท้าที่เขาบอกว่าดีที่สุดเท่าที่เคยใส่มา โดยเฉพาะความเบาหวิวและความมั่นคงที่เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาเอง
อะไรที่ทำให้ Pro Evo 3 แตกต่าง?
ด้วยน้ำหนักเพียง 99 กรัม มันคือ super shoe รุ่นแรกที่หนักไม่ถึงหนึ่งขีด เบากว่าแอปเปิ้ลผลกลางๆ หรือสบู่ก้อนหนึ่งเสียอีก ในขณะที่รองเท้ารุ่นอื่นใช้แผ่นคาร์บอน แต่ Pro Evo 3 ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนที่โอบอุ้มพื้นชั้นกลาง (midsole) เพื่อรักษาพลังงานและลดน้ำหนักให้เหลือน้อยที่สุด
"ในระดับนี้ ทุกรายละเอียดมีความหมาย เราวัดกันถึงระดับนาโนกรัม" Patrick Nava รองประธานฝ่ายวิ่งของ Adidas กล่าว (เขามองไปที่รองเท้าด้วยสายตาที่เหมือนสถาปนิกมองตึกระฟ้าที่เขาสร้างขึ้น) "มันเป็นกระบวนการที่ยาวนาน แต่มันนำไปสู่สิ่งที่เปลี่ยนความรู้สึกของรองเท้าในวันแข่งไปอย่างสิ้นเชิง"
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้มาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย สำหรับนักวิ่งทั่วไป มันจะมีราคาขายปลีกอยู่ที่ 450 ปอนด์ (ประมาณ 20,000 บาท) เมื่อวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
Adidas โค่นบัลลังก์ Nike แล้วหรือยัง?
เมื่อ Kipchoge วิ่งต่ำกว่าสองชั่วโมงด้วย Nike Alphafly ในปี 2019 Nike คือราชาผู้ครองตลาดอย่างไร้คู่แข่ง แต่ในโลกของความเร็ว เส้นแบ่งมีไว้ให้พุ่งชน วันนี้ Adidas สามารถยืดอกพูดยามอาทิตย์อัสดงได้ว่า ทั้งชายและหญิงที่เร็วที่สุดในโลกต่างสวมใส่รองเท้าของพวกเขา
แต่สงครามนี้ไม่มีวันจบสิ้น แบรนด์อย่าง Asics, Saucony, Hoka, Brooks และ New Balance ต่างก็จ้องจะชิงพื้นที่บนโพเดียม "เราทุกคนต่างมีความเป็นนักกีฬาในตัว มีความกระหายที่จะชนะ" Nava กล่าวเสริม "แต่ท้ายที่สุด เราต้องการให้นักกีฬาเก่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"
กฎเหล็กท่ามกลางวิวัฒนาการ
World Athletics พยายามไล่ตามเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ทัน กฎระเบียบที่ออกมาในปี 2022 ระบุว่ารองเท้าต้องมีความหนาส้นไม่เกิน 40 มม. และมีแผ่นคาร์บอนได้เพียงแผ่นเดียว รวมถึงต้องเป็นรุ่นที่มีวางจำหน่ายทั่วไป หากใครใส่รองเท้าที่ 'ผิดกฎ' เวลาของพวกเขาจะไม่ถูกบันทึก
Nava เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้ยังไปได้ไกลกว่านี้อีก "ผมไม่รู้ว่าขีดจำกัดอยู่ตรงไหน Sabastian เองก็คิดว่าเขาจะวิ่งได้เร็วกว่านี้ มันเหมือนการออกไปสำรวจดินแดนที่ไม่มีใครเคยไปถึง"
มันเป็นแค่เรื่องของรองเท้าจริงหรือ?
นอกจากรองเท้าที่เบาราวกับขนนกแล้ว วิทยาศาสตร์การกีฬาก็มีส่วนสำคัญ ทีมวิจัยจาก Maurten ใช้เวลา 32 วันร่วมกับ Sawe เพื่อฝึกให้ร่างกายของเขาสามารถดูดซับคาร์โบไฮเดรตได้ถึง 90-120 กรัมต่อชั่วโมงผ่านเจลไฮโดรเจล เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานสำรองเพียงพอตลอดระยะทาง 26.2 ไมล์โดยไม่เกิดอาการล้า
แต่ท่ามกลางความสำเร็จ มักมีเงาของความสงสัยตามมาเสมอ หลังจากที่ Ruth Chepngetich ถูกแบนจากการโด๊ปยา Sawe และ Adidas จึงได้ร้องขอให้ Athletics Integrity Unit เพิ่มการตรวจสารกระตุ้นให้เข้มงวดขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าความเร็วที่เขาทำได้นั้นมาจากหยาดเหงื่อและเทคโนโลยี ไม่ใช่สารเคมีที่ผิดกฎหมาย
เมื่อแสงไฟใน London ดับลง และฝูงชนเริ่มแยกย้าย สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือรอยเท้าบนพื้นถนนที่เปียกชื้น และความจริงที่ว่ามนุษย์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว