เงาที่ทอดยาวเหนือความพ่ายแพ้
แสงอาทิตย์ยามอัสดงที่ Millerntor-Stadion วันนี้ช่างดูซีดเซียว แสงไฟจากสปอร์ตไลท์สาดลงมาเป็นลำแสงขุ่นมัว กระทบกับไอระเหยของความชื้นบนพื้นคอนกรีตที่เย็นเยียบ กลิ่นน้ำมันดีเซลจากเครื่องปั่นไฟเก่าๆ อบอวลอยู่ในอากาศ คล้ายกับจะเป็นลางบอกเหตุถึงค่ำคืนที่ยากลำบากของ St. Pauli
ท่ามกลางบรรยากาศที่หนักอึ้งหลังสิ้นเสียงนกหวีด Hauke Wahl ยืนนิ่งอยู่กลางสนาม ร่างกายของเขาโชกไปด้วยเหงื่อและคราบดิน ไหล่ที่ห่อลงแสดงถึงความเหนื่อยล้าที่กัดกินไปถึงกระดูก เขาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่แห้งผาก ราวกับบทสนทนาในฟิล์มนัวร์ที่ตัวเอกยอมรับความพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา:
(Wahl ปาดเหงื่อออกจากคิ้ว สายตาจับจ้องไปที่ความว่างเปล่าของอัฒจันทร์)
“เราสมควรแพ้แล้วครับ ประตูแรกที่เสียไปตั้งแต่ต้นเกมมันเหมือนกระสุนที่ปลิดชีพเราทันที หลังจากนั้น แผนการที่เราเตรียมมาก็พังทลายลงเหมือนนั่งร้านเหล็กที่ไม่ได้ยึดน็อต”
ความต่างที่ไม่อาจต้านทาน
Wahl ยังได้กล่าวถึง Philipp Tietz ว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้โครงสร้างเกมรับของ St. Pauli ต้องสั่นคลอน เขาบรรยายถึงความยากลำบากในการรับมือกับกองหน้าผู้นี้ ราวกับการพยายามหยุดยั้งเครื่องจักรไอน้ำที่กำลังคลุ้มคลั่ง
“Philipp Tietz คือความแตกต่างที่ชัดเจนในวันนี้ เราหาทางรับมือเขาไม่ได้เลย เขาเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างหนักหน่วงในทั้งสองประตูที่เกิดขึ้น”
ความโกรธแค้นภายใต้ความรับผิดชอบร่วมกัน
แม้ความผิดหวังจะแผ่ซ่านไปทั่ว แต่ Wahl ปฏิเสธที่จะโยนความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง เขามองว่าความพ่ายแพ้ครั้งนี้คือรอยด่างพร้อยที่ทุกคนต้องแบกรับร่วมกัน เหมือนคราบน้ำมันที่ล้างไม่ออกบนชุดทำงานของกรรมกร
“ในวินาทีนี้ แม่งไม่สำคัญหรอกว่าเกิดอะไรขึ้นเป๊ะๆ หรือใครทำอะไรลงไป อย่างเช่นประตูแรก ผมเองก็ควรจะป้องกันให้ดีกว่านี้ มันมีหลายจังหวะมากที่เราพลาด... เราโกรธครับ แต่การชี้นิ้วด่าใครคนใดคนหนึ่งหรือสถานการณ์เดียวนั้นมันไร้ประโยชน์ ท้ายที่สุดแล้ว วันนี้เราทำได้ไม่ดีพอจริงๆ”
คำพูดของเขาสะท้อนถึงบรรยากาศในห้องแต่งตัวที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด St. Pauli รับรู้ถึงรอยร้าวในระบบของพวกเขา และตอนนี้พวกเขาต้องรีบประสานมันให้ทัน ก่อนที่การต่อสู้เพื่อหนีการตกชั้นจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจแก้ไขได้