21:42 น. ลอสแอนเจลิส. ท้องฟ้าสีถ่าน. หมอกควันจางๆ ปกคลุมยอดตึก. อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส. กลิ่นยางไหม้จางๆ ลอยมาจากทางด่วน 405.
รอยร้าวในเงามืด
ในโลกของ NBA ความแค้นไม่เคยจางหายไปง่ายๆ เหมือนควันบุหรี่ในห้องสอบสวน มันแค่รอเวลาที่จะถูกจุดขึ้นมาใหม่ LeBron James พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าเขามีสมุดบัญชีหนังหมาเล่มโตเก็บไว้ใต้แสงไฟสลัวของสตูดิโอ
ดูเหมือนว่า The King จะยังไม่ลืมฝีปากของ Ron Harper Sr. ที่เคยทิ้งรอยแผลไว้ในช่วง All-Star weekend เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ความเงียบถูกทำลายลงในอีพีล่าสุดของพอดแคสต์ Mind the Game เมื่อเข็มนาฬิกาเดินไปถึงนาทีที่ 8:00 บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปทันที
สายเลือดและคำลวง
เมื่อบทสนทนาเลี้ยวเข้าหา Dylan Harper รุกกี้หน้าใหม่ไฟแรงของ San Antonio Spurs ผู้เป็นลูกชายของแชมป์ NBA 5 สมัย LeBron James ก็ทิ้งระเบิดลูกย่อมๆ ใส่ไมโครโฟนต่อหน้า Steve Nash
"เออ Dylan น่ะเก่งจริง" James พ่นประโยคออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเย็นเยือก "ผมหมายถึง พ่อเขาน่ะไม่ได้เรื่องหรอก (his daddy ain't s--t) แต่ตัวเด็กน่ะของจริง"
มันไม่ใช่แค่การวิจารณ์ แต่มันคือการประกาศสงครามประสาท claustrophobic architecture หรือโครงสร้างเกมรับที่บีบคั้นที่ LeBron James มักใช้ในสนาม ถูกนำมาใช้ในบทสนทนานี้เพื่อต้อนคู่กรณีให้จนมุม
คำขู่ที่ทิ้งท้าย
"เดี๋ยวเราก็ได้เจอกัน เมื่อถึงเวลาที่ต้องเจอ"
ประโยคสั้นๆ ห้วนๆ ราวกับบทพูดในหนังนัวร์ยุค 70 LeBron James ทิ้งท้ายไว้แบบนั้น ทิ้งให้กลิ่นอายของความขัดแย้งอบอวลอยู่ในอากาศเหมือนกลิ่นแว็กซ์ขัดพื้นสนามที่เพิ่งลงใหม่ๆ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของบาสเกตบอล แต่มันคือเรื่องของศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำ และการเอาคืนที่กำลังคืบคลานเข้ามาในเงามืด
รายงานโดย Bleacher Report และ Hoops Hype