ศาสตร์แห่งการปะทะและวิวัฒนาการของลูกหนังอเมริกัน
เกมนี้ถูกขนานนามว่า American Football แต่เหตุใดจึงต้องระบุสัญชาติให้ชัดเจนเช่นนั้น? คำตอบนั้นเรียบง่าย เพราะในโลกใบนี้มีกีฬาที่เรียกว่า "ฟุตบอล" อยู่มากมายเหลือเกิน
ผู้เล่นฝั่งละ 11 คน แบ่งแยกหน่วยรุกและหน่วยรับอย่างชัดเจน การเข้าปะทะ (Tackling), การเตะทิ้ง (Punting), การทำ Touchdowns, การเตะฟิลด์โกล, การบล็อก, การวิ่ง และการรับลูก ทั้งหมดนี้คือนาฏกรรมแห่งพละกำลังที่ชาวอเมริกาเหนือเรียกว่า "ฟุตบอล" แต่สำหรับชาวเท็กซัส มันคือ "ศาสนา" และสำหรับผู้คนในแถบ Deep South มันคือ "ปัจจัยสี่" ที่ขาดไม่ได้
จากรากเหง้า Association Football สู่ความดิบเถื่อนของ Rugby
หากเราพิจารณาตามหลักกลศาสตร์และประวัติศาสตร์ Soccer คือบรรพบุรุษผู้ให้กำเนิด สโมสรฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดย้อนไปได้ถึงปี 1796 จนกระทั่งในปี 1823 ณ Rugby School ในอังกฤษ เด็กหนุ่มคนหนึ่งตัดสินใจฉีกกฎฟิสิกส์เดิมๆ ด้วยการหยิบลูกบอลขึ้นมาวิ่ง และนั่นคือจุดกำเนิดของ Rugby ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นบิดาผู้ให้กำเนิด American Football โดยตรง
ยุคสมัยที่ไร้ซึ่ง End Zone: เมื่อเส้นชัยคือจุดสิ้นสุดของโลก
ในยุคเริ่มแรก American Football ไม่มีพื้นที่ที่เรียกว่า End Zone สนามมีเพียงเส้นข้างและเส้นประตู (Goal Line) ตามแบบฉบับของ Soccer ซึ่งในสมัยนั้น หากคุณขว้างลูกข้ามเส้นประตูไป มันจะถูกตัดสินว่าเป็นลูกออก (Out-of-bounds) ทันที พื้นที่หลังเส้นประตูที่เรียกว่า "In touch" ยังไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน จนกระทั่งความจำเป็นในการจำกัดระยะของการขว้างลูกเริ่มปรากฏขึ้น
การกำเนิดของ End Zone: สถาปัตยกรรมเพื่อรองรับการขว้าง
เมื่อถึงปี 1929 การขว้างบอลไปข้างหน้า (Forward Pass) เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธี แม้ว่าในตอนนั้นลูกบอลจะมีรูปทรงคล้ายแตงโมและทำจากหนังหมูที่เย็บอย่างหยาบๆ ก็ตาม การปรับปรุงรูปทรงของลูกบอลให้เพรียวขึ้นในปี 1912 และ 1935 ช่วยให้การควบคุมวิถีโค้งตามหลักอากาศพลศาสตร์ทำได้ง่ายขึ้น
- ปี 1910: เริ่มมีการเสนอให้เพิ่มพื้นที่ End Zone เพื่อรองรับเกมขว้าง
- ปี 1912: มีการตัดสินใจเพิ่มพื้นที่นี้อย่างเป็นทางการ โดยอ้างอิงจากระยะ 25 หลาของ Rugby
- การปรับลดขนาด: เนื่องจากข้อจำกัดทางสถาปัตยกรรมของสนามกีฬาที่มีลู่วิ่งล้อมรอบ ระยะ 25 หลาจึงถูกตัดออก และลดลงมาเหลือ 10 หลาในที่สุด
การตัดสินใจครั้งนั้นส่งผลให้สนามถูกร่นระยะจาก 110 หลา เหลือเพียง 100 หลา เพื่อให้พื้นที่ 10 หลาของ End Zone สอดรับกับโครงสร้างเดิมของสนามกีฬา และในปี 1966 เสา Pylons สีส้มสว่างสดใสก็ได้ถูกนำมาติดตั้งที่มุมทั้งสี่ เพื่อเป็นประจักษ์พยานแห่งการทำแต้ม
ปัจจุบัน End Zone ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่า แต่มันคือวิหารที่ประดับประดาด้วยชื่อเมืองและสโมสรอย่างภาคภูมิใจ เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้เล่นต้องนำพาลูกบอลฝ่าแรงดึงดูดและการปะทะเข้าไปเพื่อจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ของเกม