โศกนาฏกรรมบนสังเวียนแปดเหลี่ยม
นักสู้ผู้จองหอง Paddy Pimblett ยอมรับอย่างจำนนต่อโชคชะตาว่า 'อีโก้' คือสนิมร้ายที่กัดกร่อนเข็มทิศของเขา จนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ต่อ Justin Gaethje ในศึกชิงแชมป์เฉพาะกาลรุ่นไลต์เวตของ UFC เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ในค่ำคืนที่ Las Vegas, Justin Gaethje บดขยี้ชายจากลิเวอร์พูลด้วยคะแนนในสงครามประสาทและพละกำลังที่ลากยาวจนน่าเวทนา Paddy Pimblett ไม่สามารถสร้างจังหวะของตัวเองได้เลย ราวกับเครื่องจักรที่ฟันเฟืองหลุดกระจายอยู่บนพื้นกรง มันคือความพ่ายแพ้ครั้งแรกในอาชีพ UFC ของเขา และเป็นการรูดม่านปิดฉากชัยชนะต่อเนื่อง 9 นัดที่เคยรุ่งโรจน์
ความทะเยอทะยานที่พังทลาย
"ผมคิดว่าอีโก้ของผมมันค้ำคอ" Paddy Pimblett กล่าวผ่านช่อง YouTube ของเขาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย "ผมอยากน็อกเขา ผมอยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าผมยืนสู้ได้ ผมโหยหาสงคราม"
แต่ความจริงนั้นช่างโหดร้าย Justin Gaethje วัย 37 ปี ทุบตีเขาจนบวมช้ำในยกที่สอง ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ทั้งบนใบหน้าและในจิตใจ "เมื่อคุณพยายามจะเทกดาวน์เขาในยกที่ห้า หลังจากที่เขาถลุงคุณจนยับเยินไปแล้วในยกที่สอง มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน" Paddy Pimblett รำพึงถึงความผิดพลาด "ผมต้องกลับไปหาไอคิวการต่อสู้ กลับไปหาแผนการชก ไม่ใช่แค่เหวี่ยงหมัดออกไปอย่างไร้สติเหมือนคนบ้า"
สถิติที่อาบไปด้วยเลือด
ตัวเลขไม่เคยโกหก และมันมักจะเย็นชาเสมอ Paddy Pimblett ปล่อยหมัดไป 170 ครั้ง ขณะที่ Justin Gaethje สวนกลับมาถึง 200 ครั้ง การต่อสู้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในท่ายืน ซึ่งเป็นพื้นที่สังหารของ Justin Gaethje เขาซัด Paddy Pimblett ร่วงลงไปกองกับพื้นถึงสองครั้ง ก่อนจะคว้าเข็มขัดแชมป์เฉพาะกาลไปครอง และจองตั๋วไปดวลกับ Ilia Topuria ในศึก UFC White House วันที่ 14 มิถุนายนนี้
การล้างบาปที่กำลังจะมาถึง
ปัจจุบัน Paddy Pimblett ในวัย 31 ปี กลับเข้าสู่แคมป์ฝึกซ้อมอีกครั้งเพื่อชำระล้างความอัปยศ โดยตั้งเป้าจะคืนสังเวียนในศึก UFC 329 เดือนกรกฎาคม แม้จะยังไม่มีชื่อคู่ชกอย่างเป็นทางการ แต่ข่าวลือหนาหูชี้ไปที่ Benoit Saint-Denis เพชฌฆาตชาวฝรั่งเศสที่กำลังฟอร์มแรงด้วยชัยชนะ 4 นัดรวด
เหนือสิ่งอื่นใด Paddy Pimblett ยังคงโหยหาการล้างแค้น "ผมต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่าทำไมผมถึงสมควรได้รับโอกาสชิงแชมป์ และผมจะคว้ามันมาอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ผมหวังว่า Justin Gaethje จะชนะ Ilia Topuria เพื่อที่ผมจะได้กลับไปขยี้เขาอีกครั้ง แต่นั่นคืองานช้างสำหรับเขาเหมือนกัน"
เมื่อเสียงระฆังสุดท้ายเงียบลง ฝูงชนสลายตัวทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า แสงไฟนีออนสีขาวซีดจางส่องกระทบคราบเลือดและเหงื่อบนผืนผ้าใบ กลิ่นแอมโมเนียและน้ำยาฆ่าเชื้อรุนแรงตลบอบอวลไปทั่วอากาศ พยายามลบเลือนร่องรอยของความรุนแรงที่เพิ่งผ่านพ้นไป แต่มันไม่อาจลบความเจ็บปวดในใจของผู้แพ้ได้เลย