องก์ที่หนึ่ง: พายุคลั่งกลางสมรภูมิสีเขียว
ภายใต้ท้องฟ้าที่ขึงตึงราวกับผืนใบเรือก่อนพายุจะเข้า England ชนะการเสี่ยงทายและเลือกที่จะคุมหางเสือส่ง New Zealand ลงสู่สนามหญ้าที่ชื้นแฉะไปด้วยหยาดน้ำค้าง การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นเมื่ออาวุธทรงกลมสี Arctic Pearlescent เริ่มกรีดกรายผ่านอากาศ New Zealand พยายามตั้งลำสู้จนทำคะแนนไปได้ 136-7 โดยมี Sophie Devine รับบทเป็นขุนพลผู้บ้าคลั่ง เธอระเบิดพลังใส่ Sophie Ecclestone ด้วยการหวด 3 ซิกซ์ในโอเวอร์เดียว จนทำคะแนนสูงสุดที่ 45 รัน
"ทิศทางลมเปลี่ยนไปแล้ว ข้าต้องตรึงพิกัดลูกโยนให้แม่นยำกว่านี้"
ท่ามกลางเสียงคำรามของฝูงชน Lauren Bell และ Charlie Dean สวมบทบาทเป็นเพชฌฆาตเงียบ ทั้งคู่เก็บไปคนละ 2 วิกเก็ต ปิดเส้นทางเดินเรือของคู่แข่งไม่ให้ทะยานไปไกลกว่าที่ควรจะเป็น
องก์ที่สอง: รอยจารึกของ Alice Capsey
เมื่อถึงคราวที่ England ต้องออกล่า แสงไฟในสเตเดียมสะท้อนกับพื้นผิวลูกบอลที่บัดนี้เริ่มมัวหมองจากการกระแทก แต่ Alice Capsey กลับมองเห็นมันชัดเจนราวกับภาพสโลว์โมชั่น เธอร่ายรำไม้แบตราวกับวาทยากรผู้ควบคุมวงออร์เคสตรา หวดไป 74 รันแบบไม่เสียวิกเก็ต (not out) ทุกจังหวะที่ไม้กระทบลูกบอลสี Arctic Pearlescent มันส่งเสียงกังวานหนักแน่นราวกับเสียงปืนใหญ่ที่ยิงออกจากกราบเรือพุ่งทะยานข้ามแนวรับของ New Zealand ไปอย่างหมดจด
องก์ที่สาม: ชัยชนะเหนือเกลียวคลื่น
ความคลาสสิกของ Alice Capsey ในฐานะตัวเปิดเกม (opener) คือหัวใจสำคัญที่ทำให้โศกนาฏกรรมของฝั่ง New Zealand สมบูรณ์แบบ England ปิดเกมได้อย่างสง่างาม ทะยานขึ้นนำ 1-0 ในซีรีส์สามนัดนี้ ทิ้งไว้เพียงรอยไหม้บนผืนหญ้าและกลิ่นอายของชัยชนะที่สลักลึกในจิตวิญญาณของผู้ที่ได้พานพบ