ตำนานบทที่หนึ่ง: จากสนาม F1 สู่การเป็นราชาแห่ง Indycar
Alex Zanardi ชายผู้เป็นนิยามของคำว่า 'ฮีโร่แห่งศตวรรษที่ 21' ได้จากพวกเราไปแล้วในวัย 59 ปี ทิ้งไว้เพียงตำนานของหัวใจเหล็กที่ไม่เคยยอมสยบต่อโชคชะตาอันแสนโหดร้าย เขาคือไอคอนผู้ยิ่งใหญ่ในสองโลกกีฬาที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
ย้อนกลับไปในช่วงต้นยุค 90 Zanardi เริ่มต้นอาชีพนักขับใน F1 กับทีม Jordan, Minardi และ Lotus แม้จะมีแววรุ่งแต่โชคยังไม่เข้าข้างนัก จนกระทั่งเขาข้ามน้ำข้ามทะเลไปลุยศึก Cart Championship ในสหรัฐอเมริกา ที่นั่นเขาผงาดคว้าแชมป์ซีรีส์ในปี 1997 และ 1998 ก่อนจะถูกดึงตัวกลับมาขับ F1 อีกครั้งกับทีม Williams ในปี 1999
วินาทีเฉียดตายที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล
เส้นแบ่งระหว่าง 'ชีวิตเก่า' และ 'ชีวิตใหม่' ของเขาเกิดขึ้นที่สนาม Lausitzring ประเทศเยอรมนี ในอุบัติเหตุสุดสยองที่ทำให้เขาต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างและเสียเลือดไปเกือบหมดตัว เขาโกงความตายมาได้เพียงเพราะทีมแพทย์ตัดสินใจช่วยชีวิตได้อย่างรวดเร็วปานปาฏิหาริย์
Zanardi เคยกล่าวไว้อย่างน่าประทับใจว่า "ผมไม่ได้รู้สึกว่ากำลังใช้ชีวิตที่สอง แต่มันคือชีวิตเดิมที่ผมได้รับโอกาสให้เจอสิ่งใหม่ๆ ที่ถ้าขาไม่ขาด ผมคงไม่มีวันได้สัมผัส" นี่แหละครับ ทัศนคติระดับเทพที่ทำให้เขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลก
ตำนานบทที่สอง: ราชาเหรียญทอง Paralympics
หลังจากพักฟื้นและใส่ขาเทียม Zanardi ไม่ได้กลับไปนั่งเศร้ากินเหล้าขาวอยู่บ้าน แต่เขาหันมาจับ handbike (จักรยานมือปั่น) และพิสูจน์ให้เห็นว่า 'คนจริง' อยู่ที่ไหนก็เก่ง เขาคว้าเหรียญทอง Paralympics มาครองได้ถึง 4 สมัย (ที่ London 2012 และ Rio de Janeiro 2016) และเป็นแชมป์โลกอีก 12 สมัย
เขากลายเป็นเครื่องจักรสังหารในโลกของกีฬาคนพิการ ครองความยิ่งใหญ่ยาวนานตั้งแต่ปี 2013-2019 ชนิดที่ว่าคู่แข่งเห็นชื่อแล้วต้องมีหนาวๆ ร้อนๆ กันบ้าง
'ใครจะสนเรื่องขา? ในเมื่อผมยังมีชีวิต!'
ความทรงจำที่บีบหัวใจที่สุดคือตอนที่เขาฟื้นคืนสติในโรงพยาบาลที่เบอร์ลิน 8 วันหลังอุบัติเหตุ Zanardi เล่าว่า "ความเจ็บปวดมันบรรยายไม่ได้เลย แต่ผมกลับรู้สึกมีความสุขที่สุด เพราะผมยังหายใจอยู่ ใครจะสนเรื่องขาล่ะ? ในเมื่อผมยังมีชีวิต!"
เขาปฏิเสธที่จะให้ใครเรียกเขาว่า Superman เพราะเขาอยากให้คนทั่วไปเชื่อว่า ทุกคนมี 'ถังพลังงานสำรอง' ซ่อนอยู่ในใจเสมอ และมันจะพุ่งออกมาในวันที่เราต้องการมันที่สุด
บทส่งท้ายของไอคอนผู้ยิ่งใหญ่
Zanardi จากไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบ 32 ปีการจากไปของ Ayrton Senna ยอดนักขับระดับตำนานอีกคนพอดี แม้จะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่มันช่างเป็นความบังเอิญที่สมเกียรติ เพราะทั้งคู่คือฮีโร่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนนับล้าน และมรดกที่พวกเขาทิ้งไว้จะคงอยู่ตลอดกาล