Formula 1 เตรียมแผนสำรองย้ายการแข่งขันช่วงท้ายฤดูกาล 2026 กลับสู่ยุโรปหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังทวีความรุนแรง
Stefano Domenicali ประธาน Formula 1 ยืนยันว่าการแข่งขันชิงแชมป์โลกประจำฤดูกาล 2026 อาจต้องปิดฉากลงบนแผ่นดินยุโรป แทนที่จะเป็น Qatar หรือ Abu Dhabi หากสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูงเกินกว่าจะดำเนินการจัดกิจกรรมได้ โดยฝ่ายบริหารได้กำหนดเส้นตายในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายในช่วงกลางเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และงบประมาณภายใต้ข้อกำหนด Cost Cap
ทำไม F1 ถึงต้องพิจารณาย้ายสนามปิดฤดูกาล 2026?
ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อตารางการแข่งขัน ซึ่งก่อนหน้านี้ F1 ได้ยกเลิกรายการใน Bahrain และ Saudi Arabia ที่กำหนดไว้ในเดือนเมษายนไปแล้วเนื่องจากผลกระทบจากสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล แม้ว่าปัจจุบันรายการใน Qatar และ Abu Dhabi จะยังคงอยู่ในสถานะยืนยันและมียอดจำหน่ายบัตรล่วงหน้าจนหมด (Sold out) แต่ Domenicali ระบุชัดเจนว่าหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายตามเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยภายในเดือนกันยายน สนาม Imola ในอิตาลี คือตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะถูกเลือกให้เป็นสนามปิดฤดูกาลแทน
แผนสำรองและการจัดการตารางแข่งขันที่ซับซ้อน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการแข่งขัน 21 รายการตามสัญญาทางการค้า F1 ได้ดึง Malaysia เข้ามาเสียบแทนที่ Bahrain ในช่วงเดือนกันยายนแล้ว อย่างไรก็ตาม Domenicali ยังคงต้องการรักษาสมดุลของตารางแข่งขันโดยเฉพาะในช่วงปลายปี ดังนี้:
- หลีกเลี่ยงการชนกับ NFL: F1 ปฏิเสธแนวคิดการจัดแข่ง Double-header ที่ Las Vegas (21 พฤศจิกายน) เพื่อไม่ให้มูลค่าทางการตลาดลดลงจากการต้องแย่งฐานผู้ชมกับลีกอเมริกันฟุตบอล NFL
- เป้าหมาย 24 ประเทศ: สำหรับฤดูกาลถัดไป F1 ยังคงตั้งเป้ากระจายการแข่งขันให้ครอบคลุม 24 ประเทศ โดยมีแผนสำรอง (Contingency plans) รองรับหากความขัดแย้งยังยืดเยื้อ
- การจัดการยางและเชื้อเพลิง: การย้ายสนามกลับยุโรปในช่วงปลายปีจะส่งผลต่อกราฟการเสื่อมสภาพของยาง (Tire degradation curves) เนื่องจากอุณหภูมิแทร็กที่ต่ำกว่าในตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อพิพาทเรื่องกฎเครื่องยนต์ใหม่ปี 2026
นอกเหนือจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ Domenicali ยังต้องรับมือกับเสียงวิจารณ์จาก Max Verstappen (นักขับหมายเลข 1) และ Lando Norris (นักขับหมายเลข 4) เกี่ยวกับกฎเครื่องยนต์ใหม่ที่จะแบ่งสัดส่วนกำลังไฟฟ้าระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและระบบไฟฟ้าแบบ 50-50 ซึ่งถูกมองว่าทำให้รถแข่งกลายเป็นเพียง "สถานีชาร์จไฟเคลื่อนที่" และลดทอนประสิทธิภาพในโค้งความเร็วสูง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้มีความจำเป็นต่อความยั่งยืน และกำลังพิจารณาปรับปรุงกฎเพื่อลดน้ำหนักตัวรถและเพิ่มความคล่องตัวในอนาคต








