Lando Norris จากทีม McLaren คว้าตำแหน่งโพลโพซิชันในการแข่งขัน Dutch Grand Prix ปี 2024 หลังจากทำเวลาเฉือนชนะ George Russell ในช่วงท้ายของการควอลิฟายที่สนาม Zandvoort ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน
ใครคือผู้ชนะในรอบควอลิฟาย Dutch Grand Prix?
Lando Norris นักขับชาวอังกฤษจาก McLaren คือผู้ที่ทำเวลาได้เร็วที่สุด โดยทำเวลาทิ้งห่าง George Russell จาก Mercedes เพียง 0.102 วินาที ในช่วงเวลาที่นักขับทุกคนต้องรีบทำรอบก่อนที่ฝนจะเริ่มโปรยปรงลงมาบนหน้าหมวกนิรภัย แม้ว่าในท้ายที่สุดฝนจะไม่ตกลงมาหนักอย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่ความกดดันจากสภาพอากาศก็ทำให้การจัดอันดับในกริดสตาร์ทมีความน่าสนใจอย่างมาก
ผลงานของนักขับคนอื่นๆ ในสนาม Zandvoort เป็นอย่างไร?
Kimi Antonelli ดาวรุ่งและผู้นำคะแนนสะสมชิงแชมป์โลกจาก Mercedes เกือบจะสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการขึ้นนำในช่วงแรก แต่สุดท้ายจบในอันดับที่ 3 โดยช้ากว่า Russell เพียง 0.031 วินาที ขณะที่ Oscar Piastri เพื่อนร่วมทีมของ Norris ตามมาในอันดับที่ 4 ด้าน Lewis Hamilton อาศัยจังหวะช่วงท้ายขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 5 แซงหน้า Charles Leclerc จาก Ferrari ที่ต้องพอใจกับอันดับ 5 และ 6 ตามลำดับ
Max Verstappen และ Red Bull เจอปัญหาอะไรในโฮมเรซ?
สำหรับแชมป์โลกขวัญใจเจ้าถิ่นอย่าง Max Verstappen ต้องเจอกับงานหนักในรายการอำลาสนามบ้านเกิด (เนื่องจาก Dutch GP จะถูกถอดออกจากปฏิทินหลังจบฤดูกาลนี้) โดยเขาทำได้เพียงอันดับที่ 7 เท่านั้น ที่น่าสนใจคือ Liam Lawson นักขับตัวแทนที่มาเสียบแทน Isack Hadjar (ซึ่งบาดเจ็บข้อมือหัก) ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการตามหลัง Verstappen เพียง 0.0115 วินาที คว้าอันดับ 8 ไปครอง ปิดท้ายท็อป 10 ด้วย Gabriel Bortoleto และ Arvid Lindblad รุกกี้ชาวอังกฤษ
วิเคราะห์เจาะลึก: ทำไม McLaren ถึงเร็วกว่า Mercedes และ Red Bull ที่ Zandvoort?
ความสำเร็จของ Lando Norris ในครั้งนี้ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่เป็นผลมาจากการอัปเกรดแพ็คเกจแอโรไดนามิกของ McLaren MCL38 ที่เน้นการสร้างแรงกด (Downforce) ในช่วงโค้งความเร็วต่ำและปานกลาง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสนาม Zandvoort ที่มีโค้งแคบและต่อเนื่อง การปรับจูนรถให้เข้ากับสภาพอากาศที่เย็นและมีความชื้นสูงทำให้ยางของ Norris ทำงานได้ในอุณหภูมิที่เหมาะสมเร็วกว่ารถของ Red Bull ที่ดูเหมือนจะประสบปัญหาเรื่องสมดุลของรถ (Understeer) ในช่วงโค้ง 3 และโค้ง 10
นอกจากนี้ การตัดสินใจของทีมวิศวกร McLaren ที่เลือกปล่อย Norris ออกไปทำรอบในช่วงที่แทร็กเริ่มแห้งสนิทที่สุดก่อนฝนจะมา ถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคม เมื่อเทียบกับ Max Verstappen ที่ต้องเจอกับกระแสลมแรงในรอบสุดท้าย ทำให้เสียจังหวะในเซกเตอร์ที่สองไปอย่างน่าเสียดาย
สถิติ Head-to-Head และความพร้อมก่อนรอบชิงชนะเลิศ
หากย้อนดูสถิติการพบกันระหว่าง Norris และ Russell ในฤดูกาลนี้ ทั้งคู่มีการขับเคี่ยวที่สูสีกันมาก โดย Norris มักจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องความเร็วต่อรอบ (Qualifying Pace) ขณะที่ Russell มีจุดเด่นในเรื่องการรักษาความเร็วสม่ำเสมอในช่วงการแข่งขันจริง (Race Pace) อย่างไรก็ตาม สนาม Zandvoort เป็นสนามที่แซงได้ยากมาก ดังนั้นการครองตำแหน่งโพลของ Norris จึงถือเป็นความได้เปรียบมหาศาล
สำหรับวันพรุ่งนี้ คำถามสำคัญคือ Norris จะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในช่วงออกสตาร์ทได้หรือไม่ เนื่องจากสถิติที่ผ่านมาเขามักจะมีปัญหาเรื่องการออกตัว (Launch) ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ Russell หรือ Antonelli แซงขึ้นไปได้ตั้งแต่โค้งแรก หากเขาสามารถผ่านรอบแรกไปได้โดยยังรั้งอันดับหนึ่ง โอกาสที่จะคว้าแชมป์รายการนี้ก็มีสูงถึง 80%
สรุปอันดับกริดสตาร์ท 5 อันดับแรก
- 1. Lando Norris (McLaren)
- 2. George Russell (Mercedes)
- 3. Kimi Antonelli (Mercedes)
- 4. Oscar Piastri (McLaren)
- 5. Lewis Hamilton (Mercedes)
แม้ว่า Norris จะคว้าโพลได้สำเร็จ แต่เขายังคงถ่อมตัวโดยให้สัมภาษณ์ว่า McLaren ยังไม่มีรถที่สมบูรณ์แบบพอจะท้าชิงแชมป์โลกได้อย่างเต็มตัว อย่างไรก็ตาม ชัยชนะในรอบควอลิฟายครั้งนี้ทำให้เขากลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของ Antonelli ในการลุ้นแชมป์โลกฤดูกาลนี้ แฟนความเร็วสามารถติดตามการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศได้ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่าความเร็วของ McLaren จะต้านทานแรงกดดันจาก Mercedes และ Red Bull ได้หรือไม่