George Russell ทวงคืนความเชื่อมั่นที่ Red Bull Ring ท่ามกลางสมรภูมิความร้อน
การแข่งขัน Formula 1 รายการ Austrian Grand Prix ณ สนาม Red Bull Ring สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะอันล้ำค่าของ George Russell จากทีม Mercedes ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุระดับ Heatwave ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากที่เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันภายในทีม เมื่อเพื่อนร่วมทีมดาวรุ่งอย่าง Kimi Antonelli ทำผลงานกวาดชัยชนะไปถึง 5 เรซติดต่อกันก่อนหน้านี้
ในเชิงเทคนิค สนาม Red Bull Ring ปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวรถยุคใหม่ที่หันกลับมาเน้นการสร้างแรงกดดันจากปีกและ Diffuser แทนที่ระบบ Ground-effect เดิม ส่งผลให้เวลาต่อรอบช้าลงกว่าสถิติเดิมของ Valtteri Bottas ในปี 2020 โดย Russell คว้า Pole Position ด้วยเวลา 1:06.113 ซึ่งสะท้อนถึงการปรับจูนช่วงล่างที่ยืดหยุ่นขึ้นแต่แลกมาด้วย Downforce ที่ลดลงในภาพรวม
Red Bull คืนชีพในบ้านเกิด ขณะที่ Ferrari เผชิญ 'Reality Check'
แม้ Mercedes จะครองอันดับหนึ่ง แต่จุดสนใจอยู่ที่การกลับมาของ Max Verstappen และทีม Red Bull Racing ที่นำแพ็กเกจอัปเกรดใหม่มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Verstappen เริ่มต้นจากอันดับ 5 ก่อนจะไล่บดขยี้คู่แข่งขึ้นมาจบอันดับที่ 2 โดยไล่ตาม Russell เหลือเพียง 1.6 วินาทีในรอบสุดท้าย แสดงให้เห็นว่าเครื่องยนต์ V6 ที่ผลิตเองของ Red Bull เริ่มแผลงฤทธิ์ในด้านพละกำลังและความทนทานต่ออุณหภูมิสูง
ในทางกลับกัน Ferrari กลับต้องพบกับฝันร้าย แม้จะได้รับอนุญาตจาก FIA ให้พยากรณ์อัปเกรดเครื่องยนต์ได้ 2 ครั้งในฤดูกาลนี้เนื่องจากพละกำลังตามหลังคู่แข่ง แต่การเปิดตัวเครื่องยนต์ใหม่พร้อมเชื้อเพลิงสังเคราะห์จาก Shell ในสนามนี้กลับไม่ให้ผลลัพธ์ตามเป้า Lewis Hamilton ทำได้เพียงอันดับ 5 ขณะที่ Charles Leclerc จบอันดับ 8 โดยปัญหาหลักอยู่ที่การสึกหรอของยางที่รุนแรงกว่าสนาม Barcelona อย่างเห็นได้ชัด ซึ่ง Hamilton ยอมรับว่าเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทีมต้องเร่งแก้ไขก่อนถึงรายการ British GP
ทิศทางใหม่ของขุมพลัง Hybrid ปี 2027-2028
ประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงในพาร์ดด็อกคือข้อตกลงใหม่ระหว่าง FIA และผู้ผลิตเครื่องยนต์เกี่ยวกับการปรับสมดุลพลังงาน (Power Balance) สำหรับอนาคต โดยในปี 2026 นี้ อัตราส่วนกำลังเครื่องยนต์ V6 อยู่ที่ 536 แรงม้า เสริมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 469 แรงม้า อย่างไรก็ตาม มีการตกลงที่จะเพิ่มสัดส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในขึ้นเป็น 563 แรงม้าในปีหน้า และแตะ 603 แรงม้าในปี 2028
การปรับเปลี่ยนนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนในการจัดการพลังงานไฟฟ้าที่นักขับมักประสบปัญหาแบตเตอรี่หมดในช่วงท้ายรอบ (Clipping) โดยทีมแข่งรวมถึงน้องใหม่อย่าง Audi ได้ร้องขอให้มีการปรับเพิ่มกำลังแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เทคโนโลยี Hybrid มีความเสถียรและเอื้อต่อการไล่แซงในสนามมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาพเหตุการณ์ 'รถไฟ DRS' ที่น่าเบื่อหน่ายและเพิ่มมิติการต่อสู้เชิงกลยุทธ์บนแทร็กให้เข้มข้นกว่าเดิม