ฟอร์มูลาวัน

Formula E เปิดตัวปฏิทิน GEN4 ปี 2027 ยกระดับสู่สนามแข่งระดับโลก COTA และ Brands Hatch

Formula E เผยปฏิทินฤดูกาล 2026-2027 ต้อนรับยุค GEN4 ด้วยการแข่งขัน 21 เรซ โดยเพิ่มสนามแข่งระดับโลกอย่าง COTA, Brands Hatch และ Zandvoort เพื่อรองรับรถแข่งรุ่นใหม่ที่มีพละกำลังสูงถึง 815 แรงม้า พร้อมปรับรูปแบบการแข่งแบบ Sprint 30 นาที

Formula E เปิดตัวปฏิทิน GEN4 ปี 2027 ยกระดับสู่สนามแข่งระดับโลก COTA และ Brands Hatch

ก้าวสำคัญของ Formula E กับการเปิดตัวรถแข่ง GEN4 และสนามแข่งระดับตำนาน

Formula E ประกาศแผนงานครั้งประวัติศาสตร์สำหรับการก้าวเข้าสู่ยุค GEN4 ในฤดูกาลที่ 12 (2026-2027) โดยมีการเปิดเผยปฏิทินการแข่งขันที่สร้างความฮือฮาด้วยการบรรจุสนามแข่งถาวรระดับโลก (Permanent Tracks) เข้ามาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถือเป็นการปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญจากเดิมที่เน้นการแข่งขันบนถนนใจกลางเมือง (Street Circuits) เพื่อรองรับสมรรถนะของรถแข่งรุ่นใหม่ที่มีพละกำลังมหาศาล

รถแข่ง GEN4 ถูกออกแบบให้เป็นก้าวกระโดดทางเทคโนโลยี โดยจะมีพละกำลังสูงสุดถึง 600kW (ประมาณ 815 แรงม้า) ซึ่งในบางช่วงของการขับเคลื่อนอาจมีพลังมากกว่ารถแข่ง Formula 1 เสียด้วยซ้ำ แม้จะมีน้ำหนักตัวถังที่มากกว่าและแรงกดอากาศ (Downforce) ที่น้อยกว่าก็ตาม ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้ ทำให้สนามแข่งแบบ Street Circuit เดิมหลายแห่งเริ่มไม่เพียงพอต่อการรองรับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของตัวรถ

เจาะลึกปฏิทินการแข่งขัน 21 เรซ ใน 13 เมืองทั่วโลก

ปฏิทินฤดูกาล 2026-2027 จะเริ่มต้นขึ้นที่ประเทศ Saudi Arabia ในรูปแบบ Double-header ช่วงเดือนธันวาคม ก่อนจะเข้าสู่ปี 2027 ด้วยการบุกทวีปอเมริกาเหนืออย่างเต็มตัว โดยไฮไลต์สำคัญคือการแข่งขันที่ Circuit of the Americas (COTA) ในรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นสนามเดียวกับที่ใช้จัดศึก F1 United States Grand Prix อย่างไรก็ตาม Formula E จะเลือกใช้เส้นทางแบบสั้น (Short configuration) เช่นเดียวกับที่ NASCAR ใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบเวลาต่อรอบกับรถสูตรหนึ่งโดยตรง

นอกจาก COTA แล้ว ยังมีสนามระดับไอคอนิกอย่าง Brands Hatch ในสหราชอาณาจักรที่จะเข้ามาแทนที่ ExCel Arena เนื่องจากพื้นที่เดิมเริ่มคับแคบเกินไปสำหรับความเร็วของ GEN4 รวมถึงสนาม Zandvoort ในเนเธอร์แลนด์ และ Jarama ในสเปน ซึ่งล้วนเป็นสนามที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ต

รูปแบบการแข่งขันใหม่: Sprint และ Traditional E-Prix

เพื่อให้สอดคล้องกับสมรรถนะของรถรุ่นใหม่ Formula E ได้เตรียมปรับรูปแบบการแข่งขันในสัปดาห์ที่เป็น Double-header โดยแบ่งออกเป็นสองสไตล์:

  • วันแรก (Sprint Race): แข่งขันเป็นเวลา 30 นาที โดยตัวรถจะติดตั้งชุดแต่งอากาศพลศาสตร์แบบ High Downforce เน้นการใช้ความเร็วสูงสุดแบบ Flat-out โดยไม่ต้องพะวงเรื่องการประหยัดพลังงานมากนัก
  • วันที่สอง (Traditional E-Prix): แข่งขัน 45 นาที เน้นกลยุทธ์การบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management) ซึ่งเป็นเสน่ห์หลักของรายการนี้มาโดยตลอด

นัยสำคัญต่ออนาคตของมอเตอร์สปอร์ตพลังงานไฟฟ้า

Alberto Longo ผู้ร่วมก่อตั้ง Formula E ระบุว่าการขยายตัวสู่ 21 เรซบนสนามแข่งระดับโลกคือหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าได้ก้าวพ้นขีดจำกัดเดิมๆ แล้ว การจัดกลุ่มการแข่งขันตามภูมิภาค (Continental Clusters) ยังช่วยในเรื่องความยั่งยืนและการขนส่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของซีรีส์นี้ แม้แฟนคลับบางส่วนจะกังวลว่าการย้ายออกจากใจกลางเมืองจะทำให้เสน่ห์ดั้งเดิมหายไป แต่ด้วยความเร็วและเทคโนโลยีของ GEN4 นี่คือวิวัฒนาการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อให้กีฬานี้ยังคงความตื่นเต้นและท้าทายในระดับสูงสุด

# ฟอร์มูลาวัน# Alberto Longo# COTA e-Prix# Formula E# Formula E 2027# Formula E GEN4 calendar# GEN4# Gen4 Formula E# standings# table

กองบรรณาธิการ GoGoalHub

บทความนี้เขียนโดยใช้ AI ช่วย และตรวจทานโดยกองบรรณาธิการ GoGoalHub
เข้ากลุ่มบอลโลก Telegram
ดูบอลสดที่ GoGoalStream