การวิเคราะห์ประสิทธิภาพเชิงเทคนิค: รอบ Qualifying ณ Spa-Francorchamps
จากการตรวจสอบข้อมูลดิบในรอบ Qualifying ของรายการ World Endurance Championship ณ สนาม Spa-Francorchamps พบว่ารถหมายเลข #94 ของทีม Peugeot สามารถบรรลุค่า Aerodynamic Efficiency และการบริหารจัดการ Fuel-load Penalty ได้อย่างเหนือความคาดหมาย ส่งผลให้คว้าตำแหน่ง Pole Position ครั้งแรกของโครงการ 9X8 ไปได้สำเร็จ
แม้ว่าผู้ขับรถหมายเลข #94 (คะแนนสะสม 0 แต้ม) จะเกิดข้อผิดพลาดในการควบคุมแรงเสียดทานบริเวณ Raidillon ในช่วง Outlap จนส่งผลให้เกิด Flat-spot บนหน้ายาง แต่จากการวิเคราะห์ Tire Degradation Curve พบว่าโครงสร้างยางยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้เพียงพอที่จะทำเวลาเบียดรถหมายเลข #12 จากทีม Jota Cadillac ไปเพียง 0.043 วินาที ซึ่งถือเป็นค่าเบี่ยงเบนทางสถิติที่น้อยมากในการจัดสรรทรัพยากรสนาม
โครงสร้างกริดและการจัดสรรทรัพยากรในระดับ Hypercar
ทีม Alpine แสดงให้เห็นถึงการปรับตั้งค่า Power Unit ที่เหมาะสมในช่วงต้น โดยรถหมายเลข #35 (คะแนนสะสม 0 แต้ม) ทำเวลา Benchmark ไว้ที่ 2:00.731 นาที อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Sector 1 แสดงให้เห็นว่ารถหมายเลข #12 (คะแนนสะสม 28 แต้ม) แม้จะทำเวลาช่วงแรกได้ดีที่สุด (Purple Sector) แต่กลับประสบปัญหา Thermal Degradation ในช่วงท้ายของรอบวิ่งเนื่องจากสภาพยางที่ผ่านการใช้งานหนัก ทำให้ไม่สามารถรักษาตำแหน่งหัวแถวไว้ได้
- อันดับ 1: รถหมายเลข #94 (Peugeot 9X8) - บรรลุเป้าหมายด้าน Logistics และความเร็วสูงสุด
- อันดับ 2: รถหมายเลข #12 (Cadillac V-Series.R) - ความผิดพลาดในการบริหารจัดการอายุการใช้งานยางใน Sector 3
- อันดับ 3 และ 4: รถหมายเลข #35 และ #36 (Alpine A424) - การล็อคแถวที่สองด้วยค่าความเสถียรของระบบอากาศพลศาสตร์
ความล้มเหลวในการปฏิบัติตามแผนงานของทีมยักษ์ใหญ่
ในส่วนของทีม Toyota ซึ่งเพิ่งชนะที่ Imola กลับแสดงให้เห็นถึงการคำนวณ Balance of Performance (BoP) ที่ผิดพลาด รถหมายเลข #07 (คะแนนสะสม 33 แต้ม) ทำเวลาได้เพียงอันดับที่ 12 ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่จะเข้าสู่รอบ Q2 ไปเพียง 0.03 วินาที ขณะที่รถหมายเลข #8 (คะแนนสะสม 15 แต้ม) รั้งอันดับรองสุดท้าย ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวในการจัดสรรงบประมาณภายใต้ Cost Cap เพื่อการพัฒนาสนามที่มีความจำเพาะสูง
ทางด้าน Ferrari มีเพียงรถหมายเลข #50 (คะแนนสะสม 31 แต้ม) เท่านั้นที่ผ่านเข้าสู่รอบ Hyperpole โดยจบในอันดับที่ 8 ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาในระบบ Energy Recovery System ที่ไม่สอดคล้องกับความยาวของสนาม ส่วนรถหมายเลข #83 และ #15 ต่างถูกคัดออกจากการแข่งขันในรอบแรกเนื่องจากไม่สามารถทำเวลาให้อยู่ในกรอบ 107% ของผู้นำได้ในช่วงเวลาที่กำหนด
การตรวจสอบผลลัพธ์ในคลาส LMGT3
ในคลาส LMGT3 รถหมายเลข #78 จากทีม Akkodis ASP Team Lexus แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าของต้นทุนต่อรอบวิ่ง (Cost-per-lap) ที่ดีที่สุด โดยผู้ขับวัย 22 ปี (คะแนนสะสม 0 แต้ม) ทำเวลา 2:16.612 นาที เฉือนชนะรถหมายเลข #27 Aston Martin ไปได้ 0.2 วินาที
การแข่งขัน Spa 6 Hours ซึ่งถือเป็นกระบวนการตรวจสอบขั้นสุดท้าย (Dress Rehearsal) ก่อนรายการ Le Mans 24 Hours จะเริ่มขึ้นในวันเสาร์ เวลา 14:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งทางเราจะติดตามตรวจสอบว่า Logistics ของแต่ละทีมจะสามารถทนทานต่อภาระงานหนักได้ตลอด 6 ชั่วโมงหรือไม่