เลอ บริส ซันเดอร์แลนด์ พาทีมจมเป็นบ๊วยพรีเมียร์ลีกด้วย 5 คะแนน จาก 9 นัด หลังบุกแพ้โคเวนทรี ซิตี 3-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และยังไม่ชนะใครในลีกมา 7 นัดติด
ซันเดอร์แลนด์ ยิงได้ 7 ประตูจาก 9 นัด แท็กติกและปัญหาที่เลอ บริส ต้องแก้ ฟอร์มล่าสุดและบริบทก่อนเกม ซันเดอร์แลนด์ พบ เชลซี อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปกับเลอ บริส และซันเดอร์แลนด์ ตัวเลขบนตารางบอกว่าห่างจากโซนปลอดภัยแค่ 2 คะแนน แต่ผลงานโดยรวมทำให้เกิดคำถามถึงอนาคตของเรกีส เลอ บริส (Regis Le Bris) กุนซือชาวฝรั่งเศส ตามรายงานของ BBC Sport เขายังไม่ตกที่นั่งลำบากในทันทีและจะได้รับเวลาแก้เกมเพิ่ม
เรกีส เลอ บริส กล่าวกับ BBC Sport ว่า “We have to stay calm and keep working” (เราต้องใจเย็นและทำงานต่อไป) พร้อมย้ำว่าซันเดอร์แลนด์ต้องกลับไปเริ่มจากรายละเอียดเล็ก ๆ ในเกมรับและเกมรุกก่อนคิดถึงตารางคะแนน
นี่คือสโมสรซันเดอร์แลนด์ (Sunderland ) ที่เพิ่งกลับมาเล่นฟุตบอลยุโรปครั้งแรกในรอบ 53 ปี และจบอันดับ 7 ในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลก่อน ตอนนี้พวกเขาต้องลุ้นหนีตกชั้นไปพร้อมกับเตะยูโรปาลีก
ซันเดอร์แลนด์ ยิงได้ 7 ประตูจาก 9 นัด ชัยชนะในลีกนัดเดียวของฤดูกาลเกิดขึ้นเมื่อ 30 สิงหาคม ด้วยสกอร์ 1-0 เหนือฟูแลมที่บ้าน ผลผลิตเกมรุกคือ 7 ประตูจาก 9 นัด โดย 2 ลูกมาจากจุดโทษ และทีมไม่เคยยิงประตูในครึ่งแรกได้ถึง 7 จาก 9 เกม
ความสะดุดยังมาพร้อมใบแดงสามใบในสามเกมที่แพ้ ได้แก่ เรนิลโด มันดาบา ในเกมอาร์เซนอล เควิน ดันโซ ในเกมบอร์นมัธ และโอเมร์ อัลเดเรเต ในเกมโคเวนทรี ทั้งสามนัดจบลงด้วยการเหลือผู้เล่น 10 คน
เมื่อฤดูกาลก่อน ซันเดอร์แลนด์เก็บคลีนชีตได้ 11 นัดในลีก ชนะทั้งเชลซีและนิวคาสเซิล และมีเกมรับที่ทำให้สเตเดียม ออฟ ไลต์เป็นสนามที่คู่แข่งไม่อยากมาเยือน แต่ฤดูกาลนี้ตัวเลขเหล่านั้นกลับกลายเป็นอดีตที่ห่างไกล
แท็กติกและปัญหาที่เลอ บริส ต้องแก้ ปัญหาหลักของซันเดอร์แลนด์ไม่ได้อยู่ที่การขาดโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่จังหวะการเข้าทำและการป้องกันเกมสวนกลับที่ขาดความสมดุล ทีมมักเริ่มเกมช้า ไม่สามารถกดดันคู่แข่งในครึ่งแรกได้ และเมื่อเสียประตูก่อนก็ต้องเปิดเกมมากขึ้นจนเสี่ยงต่อการโดนลงโทษ
กรานิต ชาคา คือแกนกลางที่เลอ บริส ไว้วางใจให้คุมจังหวะและเชื่อมเกมจากแดนหลัง แต่เมื่อคู่แข่งเพรสซิ่งสูง ชาคาต้องรับภาระทั้งการป้องกันและสร้างสรรค์เกม ทำให้บางครั้งซันเดอร์แลนด์ขาดคนทำเกมในพื้นที่สุดท้าย นอร์ดี มูกีเยเล มีบทบาทสำคัญในการเติมเกมริมเส้นและช่วยเกมรับ แต่การขึ้นเกมของเขาเปิดช่องว่างให้คู่แข่งโจมตีด้านหลังได้เช่นกัน
อีกปัจจัยคือการโรเตชันสำหรับยูโรปาลีก การต้องเล่นทั้งพรีเมียร์ลีกและฟุตบอลยุโรปทำให้เลอ บริสต้องหมุนผู้เล่น แต่คุณภาพของตัวสำรองยังไม่สามารถรักษามาตรฐานเดียวกับตัวจริงได้ เมื่อรวมกับใบแดงและอาการบาดเจ็บ ทำให้แท็กติกที่วางไว้ถูกทำลายกลางเกมหลายครั้ง
ฟอร์มล่าสุดและบริบทก่อนเกม ซันเดอร์แลนด์ พบ เชลซี เกมถัดไปในพรีเมียร์ลีกของซันเดอร์แลนด์คือการรับมือเชลซีที่สเตเดียม ออฟ ไลต์ในวันอาทิตย์นี้ นี่คือบททดสอบที่หนักหนาสำหรับทีมที่กำลังขาดความมั่นใจ เพราะเชลซีมีคุณภาพในแนวรุกและสามารถลงโทษความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวได้
แม้ซันเดอร์แลนด์เคยชนะเชลซีเมื่อฤดูกาลก่อน แต่ฟอร์มปัจจุบันทำให้เกมนี้ถูกมองว่าเป็นนัดที่ต้องเน้นความแน่นอนก่อน เกมรับต้องลดความผิดพลาดส่วนตัว โดยเฉพาะการป้องกันลูกตั้งเตือนและจังหวะสอง ในขณะที่เกมรุกต้องพึ่งความเร็วของปีกและจังหวะจบสกอร์ของกองหน้าให้มากขึ้น
หลังจากนั้นซันเดอร์แลนด์ยังมีโปรแกรมยูโรปาลีกกับดินาโม ซาเกร็บ ซึ่งเป็นอีกเกมที่ต้องบริหารกำลังและคะแนนอย่างระมัดระวัง หากเก็บผลลัพธ์ได้ไม่ดีทั้งสองรายการ คำถามเรื่องภาระของยูโรปาลีกจะกลับมาหนักขึ้นอีกครั้ง
อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปกับเลอ บริส และซันเดอร์แลนด์ ตามรายงานของ BBC Sport บอร์ดบริหารซันเดอร์แลนด์ยังไม่ต้องการเปลี่ยนกุนซือกลางฤดูกาล และเลอ บริสจะได้รับเวลาอย่างน้อยอีกสองถึงสามเกมเพื่อพลิกสถานการณ์ แต่เวลานั้นจะมีความหมายก็ต่อเมื่อทีมเก็บคะแนนได้จริง โดยเฉพาะในเกมเหย้าที่ต้องไม่แพ้
เป้าหมายระยะสั้นคือการออกจากสามอันดับสุดท้ายและสร้างระยะห่างจากโซนตกชั้นให้มากกว่า 2 คะแนน ส่วนเป้าหมายในยูโรปาลีกคือการรักษาโอกาสลุ้นเข้ารอบให้ถึงนัดสุดท้าย ซึ่งต้องอาศัยการหมุนเวียนที่ฉลาดขึ้นและความฟิตของแกนหลักอย่างชาคาและมูกีเยเล
หากซันเดอร์แลนด์ยังไม่ชนะในลีกต่อไปอีกสองนัด แรงกดดันจะเพิ่มขึ้นทั้งจากแฟนบอลและสื่อท้องถิ่น และแม้บอร์ดจะยังสนับสนุนเลอ บริส แต่คำถามเรื่องอนาคตจะไม่ใช่เรื่องที่เลี่ยงได้อีกต่อไป เกมกับเชลซีและดินาโม ซาเกร็บจึงเป็นจุดตัดสำคัญของฤดูกาลนี้