บทนำ: เมื่อยักษ์ใหญ่จากยุโรปไม่ได้มีดีแค่ความสูง
ท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่องในพิธีบรรจุชื่อเข้าสู่ FIBA Hall of Fame ชายร่างยักษ์เจ้าของความสูง 2.13 เมตรอย่าง Dirk Nowitzki ตำนานแห่ง Dallas Mavericks และบาสเกตบอลเยอรมัน ยังคงถ่อมตัวตามแบบฉบับของเขา โดยพยายามลดทอนบทบาทตัวเองในการเป็นผู้เปลี่ยนโฉมหน้าวงการยัดห่วงโลก
เขาก้าวเข้าสู่ NBA ในยุคที่ผู้เล่นจากยุโรปมักถูกตราหน้าและสบประมาทว่าเป็นพวก "ใจเสาะ" หรือ "อ่อนแอ" แต่ Nowitzki พร้อมด้วยสองพี่น้องตระกูล Gasol ทั้ง Pau และ Marc ไม่เพียงแต่ลบคำสบประมาทเหล่านั้นทิ้งไป แต่พวกเขายังร่วมกันสร้างแรงสั่นสะเทือนที่เปลี่ยนทิศทางของกีฬาชนิดนี้ไปตลอดกาล
มรดกที่ Nowitzki ทิ้งไว้คือภาพจำของ "Big Man" จากยุโรปที่มีทักษะแพรวพราวและยิงไกลได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในวันนี้มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป แต่มันคือต้นแบบของผู้เล่นยุคใหม่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
จุดเริ่มต้นจากศูนย์: บทเรียนจาก Holger Geschwindner
ในวันที่เขายังเป็นเพียงวัยรุ่นตัวผอมกะหร่องที่สูงโย่งกว่าผู้ใหญ่ทุกคนในสนาม Holger Geschwindner โค้ชคู่ใจและที่ปรึกษาตลอดกาลของเขา ได้สั่งให้เด็กหนุ่มโฟกัสไปที่ทักษะพื้นฐานมากกว่าการเร่งสร้างกล้ามเนื้อ
"ผมเจอ Holger เขาเป็นคนสอนผมเรื่องการชูตและการเคลื่อนที่ในสนาม ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองพอจะชูตเป็นบ้างนะ แต่พอเราเริ่มซ้อมกันจริงๆ เขากลับบอกว่า 'นายทำผิดหมดเลยทุกอย่าง'" Nowitzki รำลึกความหลังกับ AFP ในกรุง Berlin "เราเริ่มกันใหม่จากศูนย์ เหมือนกับว่าผมไม่เคยชูตบาสมาก่อนในชีวิต"
และนั่นเองคือที่มาของท่า One-legged fadeaway อันเป็นเอกลักษณ์ ท่าไม้ตายที่ไม่มีใครป้องกันได้ ซึ่งเรามักจะเห็นในคลิปไฮไลต์ของเขาบ่อยครั้ง มันคือผลผลิตโดยตรงจากชั่วโมงซ้อมอันเข้มข้นในวันวาน
'เราไม่ได้อ่อนแอ แต่เรามีทักษะ'
หลังจากถูกดราฟต์โดย Milwaukee Bucks ในปี 1998 Nowitzki ถูกเทรดตัวทันทีไปยัง Dallas Mavericks สถานที่ที่เขาทุ่มเทจิตวิญญาณรับใช้ทีมเพียงหนึ่งเดียวตลอดอาชีพการค้าแข้ง 21 ปี
แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะมีผู้เล่นยุโรปอย่าง Vlade Divac จากเซอร์เบีย หรือเพื่อนร่วมชาติอย่าง Detlef Schrempf ถางทางไว้บ้างแล้ว แต่ทัศนคติเชิงลบต่อผู้เล่นต่างชาติยังคงฝังรากลึก "ตอนที่เราข้ามฝั่งไปที่นั่นช่วงปลายยุค 90 เราตัวสูงและเราเลือกที่จะชูตบอล นั่นทำให้คนมองว่าเราอ่อนแอ แต่ความจริงคือเราแค่มีทักษะที่แตกต่าง"
เขายอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงกฎในช่วงกลางยุค 2000 เพื่อให้เกมลื่นไหลขึ้นก็มีส่วนช่วย โดยเฉพาะกฎ 5 วินาทีที่จำกัดการเล่นแบบโซโล่คนเดียว "ถ้าผมต้องกัน Charles Barkley แล้วปล่อยให้เขาเลี้ยงบอลอัดผมสัก 10 วินาที ผมคงเอาเขาไม่อยู่แน่ๆ ผมคิดว่าพวกเราชาวต่างชาติและพวกตัวใหญ่โชคดีมากที่เกมเปลี่ยนไปในทิศทางที่เข้าทางเราพอดี"
ยุคสมัยของชาวโลกใน NBA
ในปี 2007 Nowitzki สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้เล่นยุโรปคนแรกที่คว้ารางวัล NBA MVP และเป็นผู้เล่นที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันคนที่ 3 ต่อจาก Hakeem Olajuwon (ไนจีเรีย) และ Steve Nash (แคนาดา)
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน รางวัลอันทรงเกียรตินี้ไม่เคยตกเป็นของชาวอเมริกันเลยนับตั้งแต่ James Harden ทำได้ในปี 2018 โดย 3 ในนั้นตกเป็นของ Nikola Jokic ยอดเซ็นเตอร์จากเซอร์เบีย ซึ่ง Nowitzki ยกย่องว่าเป็นร่างจำแลงที่สมบูรณ์แบบของผู้เล่นยุคใหม่
"เดี๋ยวนี้ระดับทักษะของผู้เล่นสูงขึ้นมากในทุกตำแหน่ง Jokic คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการเล่นแบบไร้ตำแหน่ง (Positionless) คุณจะวางเขาไว้ตรงไหนในสนามก็ได้" เขายังกล่าวชื่นชม Luka Doncic อดีตเพื่อนร่วมทีม และ Victor Wembanyama ดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสว่ากำลังสานต่อมรดกนี้อย่างยอดเยี่ยม
บทสรุปที่งดงาม ณ บ้านเกิด
กว่า 29 ปีนับตั้งแต่เปิดตัวกับทีมชาติเยอรมนี Nowitzki กลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้งเพื่อรับรางวัล FIBA Hall of Fame หลายคนยกย่องว่าความสำเร็จของเยอรมนีในการเป็นแชมป์โลกและแชมป์ยุโรปในเวลาต่อมามีจุดเริ่มต้นมาจากเขา แต่เจ้าตัวยังคงถ่อมตน
"มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากครับ ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะผมหรือเปล่า แต่ถ้าผมได้เป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางของใครสักคนหรือสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาได้ ผมก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง"
เขาทิ้งท้ายว่าพิธีนี้คือการปิดฉากอาชีพในระดับนานาชาติที่สวยงามที่สุด "มันทำให้ผมนึกถึงจุดเริ่มต้นในทีมชาติ การเดินทางไปทั่วโรปซึ่งเป็นประสบการณ์ที่วิเศษมาก และการได้มาจัดที่เยอรมนีมันยิ่งพิเศษเข้าไปใหญ่ พ่อแม่ผมมาได้ Holger ก็อยู่ที่นี่ น้องสาวผมก็มา คนที่ใกล้ชิดที่สุดที่อยู่กับผมตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายอยู่ที่นี่พร้อมหน้ากัน"
แม้ปัจจุบันเขาจะมีภารกิจรัดตัวในฐานะนักวิเคราะห์บาสเกตบอลทางโทรทัศน์ที่อเมริกาจนเกือบจะไม่ได้มาร่วมงาน แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะบินข้ามโลกมาเพื่อช่วงเวลาประวัติศาสตร์นี้ "ผมขึ้นเครื่องวันอาทิตย์เพื่อมาที่นี่ และจะบินกลับทันทีหลังจบงานกาลาในวันพุธเพื่อไปทำงานที่ LA ต่อ... แต่มันคุ้มค่าครับ สำหรับช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้"