Jalen Brunson กับสถิติเกมรับที่น่าทึ่งในเกมแรก
Jalen Brunson นำทัพ New York Knicks เอาชนะ San Antonio Spurs ไปได้ 105-95 ในเกมแรกของ NBA Finals โดยมีสถิติที่น่าสนใจว่าผู้เล่น Spurs ยิงลงเพียง 1 จาก 14 ครั้งเมื่อเผชิญหน้ากับเขา ตัวเลขนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลทันทีหลังจบเกมที่ Madison Square Garden
อย่างไรก็ตาม สถิติการประกบตัวแบบตัวต่อตัวใน NBA มักมีความคลาดเคลื่อนสูง และกรณีนี้ก็ไม่ต่างกัน ตัวเลข 1 จาก 14 ไม่ได้หมายความว่า Spurs เจาะเข้าหา Brunson โดยตรงถึง 14 ครั้ง แต่ความจริงคือเขาเป็นเพียง "ตัวประกบที่ใกล้ที่สุด" ในจังหวะที่ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามยิงพลาดเองเสียมากกว่า
ยกตัวอย่างในช่วงต้นควอเตอร์แรก Stephon Castle เลี้ยงผ่าน Brunson ไปเก็บรีบาวด์เกมรุกได้ แต่กลับยิงลูกจ่อๆ พลาดไปเอง ซึ่ง Brunson ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดกลับได้รับเครดิตว่าเป็นผู้หยุดลูกยิงนั้นได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีจังหวะที่ Dylan Harper ยิงแอร์บอลแบบไม่มีตัวประกบ แต่สถิติก็ยังยกให้เป็นผลงานเกมรับของ Brunson เช่นกัน
กลยุทธ์ของ Spurs ที่ต้องปรับเปลี่ยนในเกมถัดไป
ทำไม San Antonio Spurs ถึงไม่พยายามโจมตีจุดอ่อนด้านสรีระของ Brunson ให้มากกว่านี้? คำตอบอยู่ที่ระบบการเล่นของโค้ช Mitch Johnson ที่เน้นการเคลื่อนที่ของลูกบอลและการจู่โจมที่รวดเร็ว มากกว่าการดึงตัวผู้เล่นมาเล่นแบบตัวต่อตัวหรือ Isolation
ในเกมนี้ Brunson มักจะได้รับมอบหมายให้ประกบ Julian Champagnie หรือ Devin Vassell ซึ่งไม่ใช่ตัวทำแต้มหลักที่เน้นการเล่นแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ข้อมูลจาก Synergy ระบุว่า Spurs มีจังหวะ Isolation ใส่ Brunson เพียงครั้งเดียวตลอดทั้งเกม และนั่นเป็นจังหวะที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในช่วงเปลี่ยนจากรับเป็นรุก ไม่ใช่ความตั้งใจที่จะล่าแต้มจากเขา
หากเปรียบเทียบกับ Cleveland Cavaliers ในรอบก่อนหน้า พวกเขาพยายามดึง Brunson เข้ามาติดสกรีนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อบังคับให้ต้องสลับไปประกบ James Harden ซึ่งสร้างความลำบากให้ Knicks ได้มากกว่า แต่ Spurs ในปัจจุบันยังขาดตัวสร้างสรรค์เกมที่มีทักษะการครองบอลระดับสูงเพื่อทำลายแนวรับในลักษณะนั้น
บทบาทของ Brunson ในระบบป้องกันของ Knicks
แม้สถิติจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ Brunson สมควรได้รับคำชมในการทำหน้าที่ตามแผนการเล่นอย่างเคร่งครัด เขาแสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นในการช่วยซ้อนและฟื้นตัวกลับไปหาตัวประกบของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในจังหวะที่เขาพุ่งออกไปขวางทางเดินบอลของ De'Aaron Fox จนบีบให้ต้องส่งบอลออกไปด้านข้าง
ความฉลาดในการเล่นเกมรับของเขาเห็นได้ชัดในจังหวะที่ Champagnie พยายามใช้ลูกเล่นหยุดกะทันหันเพื่อให้ Brunson พุ่งมาชนเพื่อเรียกฟาล์วขณะยิงสามแต้ม แต่ Brunson กลับมีสติพอที่จะเบรกตัวเองได้ทันท่วงที การเล่นที่ละเอียดเช่นนี้ช่วยให้ Knicks รักษาความได้เปรียบไว้ได้ตลอดทั้งเกม
นอกเหนือจากเกมรับแล้ว Brunson ยังเป็นหัวใจสำคัญในเกมรุกด้วยการทำแต้มสูงสุดในเกมถึง 30 คะแนน โดย 13 คะแนนในนั้นเกิดขึ้นในควอเตอร์ที่สี่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาตัดสินเกมบาสนัดสำคัญนี้อย่างแท้จริง โดยหลังจบเกม Brunson ได้กล่าวถึงผลงานของทีมว่า "We just wanted to come out and set the tone early, especially on the defensive end," ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการคุมเกมรับตั้งแต่ต้นเกม
โครงสร้างเกมรับที่แข็งแกร่งของ New York Knicks
หาก Spurs ต้องการพลิกสถานการณ์ใน Game 2 พวกเขาจำเป็นต้องหาทางเจาะ Brunson ให้ได้มากกว่าเดิม เพราะตำแหน่งอื่นของ Knicks นั้นแข็งแกร่งราวกับกำแพงเหล็ก ตั้งแต่ Karl-Anthony Towns ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถยืนระยะสู้กับ Victor Wembanyama แบบตัวต่อตัวได้ ไปจนถึงปีกชั้นยอดอย่าง OG Anunoby และ Mikal Bridges
New York Knicks ยังมี Mitchell Robinson ที่ทำหน้าที่เป็นปราการหลังคอยป้องกันห่วงได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ Brunson กลายเป็นจุดที่ดูเหมือนจะเปราะบางที่สุดในสายโซ่เกมรับนี้ หาก Spurs ไม่สามารถทำลายจุดนี้ได้ การทำแต้มในซีรีส์ที่เหลือจะกลายเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับทีมจากเท็กซัสแน่นอน
สำหรับโปรแกรมถัดไป ทั้งสองทีมจะลงแข่งขันใน Game 2 ในคืนวันศุกร์นี้ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่า Spurs จะปรับหมากมาล่าแต้มจาก Brunson ได้สำเร็จหรือไม่ หรือจะเป็นฝั่ง Knicks ที่ยังคงรักษาความได้เปรียบในบ้านไว้ได้อีกครั้ง