ความเหนือกว่าด้านแท็กติกและเกมเพรสซิ่งแดนบน
การพบกันในศึกเอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก อีลิท นัดนี้ถือเป็นมวยถูกคู่ในแง่ของสไตล์การเล่นที่แพ้ทางกันอย่างสิ้นเชิง เกียวโต ซังงะ ภายใต้ระบบ 4-3-3 เน้นการเพรสซิ่งสูงอย่างดุดัน รวดเร็ว และระเบียบวินัยตามแบบฉบับบอลญี่ปุ่น ซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่หลวงให้กับ นิวคาสเซิล เจ็ทส์ ที่เล่นในระบบ 4-4-2 แบบค่อนข้างเปิดและมีจุดอ่อนในการแกะเพรสซิ่งเมื่อเจอทีมที่เข้าบอลเร็ว
ผลงานในถ้วยเอเชียของสโมสรจากออสเตรเลียรายนี้ชี้ชัดถึงความเปราะบางอย่างหนักเมื่อต้องรับมือทีมจากเจลีก โดยโดน คาชิมะ แอนท์เลอร์ส ถล่มไปถึง 7-1 และพ่าย กัมบะ โอซาก้า 1-3 ข้อบกพร่องหลักเชิงแท็กติกคือ มิดฟิลด์คู่กลางของเจ็ทส์มักถอยลงมาช่วยแนวรับไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรุกเป็นรับ ทำให้เกิดพื้นที่ว่างมหาศาลบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ซึ่งเป็นจุดที่แนวรุกด้านในและมิดฟิลด์ตัวสอดของเกียวโตถนัดโจมตีเป็นพิเศษ
- การครองแดนกลาง: กองกลาง 3 คนของเกียวโตจะสร้างความได้เปรียบเชิงตัวเลขเหนือมิดฟิลด์ 2 คนของทีมเยือน ชิงบอลจังหวะสองได้ตลอดทั้งเกม
- เกมรับริมเส้นที่มีปัญหา: ฟูลแบ็กของนิวคาสเซิลมักประกบตัวหลุดเมื่อเจอการต่อบอลชิ่งเร็วแบบวัน-ทู ทำให้เสียพื้นที่ริมเส้นง่ายดาย
- สภาพความฟิตและการเดินทาง: สภาพจิตใจและสมาธิของแนวรับทีมเยือนมักจะยุบลงอย่างชัดเจนในครึ่งหลังเมื่อโดนกดดันต่อเนื่อง
ด้วยความแตกต่างด้านความแม่นยำและสปีดการเล่น เกียวโต ซังงะ จะเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนจะเจาะแนวรับที่หลวมโพรกของเจ็ทส์และคว้าชัยชนะไปได้อย่างขาดลอย 3-0
- นิวคาสเซิล เจ็ทส์ มีปัญหาเกมรับชัดเจน โดนทีมเจลีกยิงรวม 10 ประตูใน 2 นัด
- ระบบเพรสซิ่ง 4-3-3 แดนบนของเกียวโต บีบเกมขึ้นบอลที่ช้าของทีมเยือนได้เด็ดขาด
- เจ็ทส์ มีปัญหาเรื้อรังเรื่องเกมรับเวลาตัดบอลไม่ได้และต้องเดินทางไกล



