French Open ยอมรับโมเดลแบ่งปันรายได้แก่ผู้เล่นเทนนิสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แกรนด์สแลม
French Open กลายเป็นทัวร์นาเมนต์ระดับแกรนด์สแลมแห่งแรกที่เสนอส่วนแบ่งรายได้จากการจัดงาน (Revenue Share) ให้กับนักเทนนิสโดยตรง เพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องเงินรางวัลที่ยืดเยื้อมานาน โดยฝ่ายบริหารของ Roland Garros ได้ยื่นข้อเสนอนี้แก่ Larry Scott ตัวแทนผู้เล่นระหว่างการเจรจาที่ Wimbledon เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สร้างแรงกดดันมหาศาลไปยังรายการ US Open ที่กำลังจะประกาศยอดเงินรางวัลในช่วงต้นเดือนหน้า
แม้ว่าการตกลงในรายละเอียดจะยังไม่สิ้นสุด แต่การที่ French Open ยอมรับโมเดลการแบ่งผลกำไร (Profit-share model) เพื่อกำหนดเงินรางวัล ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิมของอีกสามรายการแกรนด์สแลมที่เหลืออย่างชัดเจน ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดที่นักเทนนิสระดับโลกเริ่มแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อฝ่ายจัดการแข่งขันมากขึ้น
ทำไมการแบ่งรายได้ของ French Open ถึงสำคัญต่อนักเทนนิส?
การแบ่งรายได้ของ French Open สำคัญเพราะเป็นการเปลี่ยนระบบจากการรอรับเงินรางวัลตามที่ผู้จัดกำหนด มาเป็นสูตรคำนวณที่ชัดเจนตามรายได้จริงของทัวร์นาเมนต์ โดยกลุ่มผู้เล่นเรียกร้องส่วนแบ่งเงินรางวัลที่ 16% ของรายได้รวมในทันที และตั้งเป้าขยับขึ้นเป็น 22% ภายในปี 2030 นอกจากนี้ Roland Garros ยังพร้อมสนับสนุนด้านกองทุนบำนาญ สวัสดิการด้านสุขภาพ และเปิดโอกาสให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทัวร์นาเมนต์มากขึ้น
ท่าทีนี้สวนทางกับ Debbie Jevans ประธาน All England Club ที่เคยกล่าวว่าการใช้รายได้ทัวร์นาเมนต์มาตัดสินเงินรางวัลนั้น "ไม่มีเหตุผล" จนเกือบนำไปสู่การประท้วงแบนสื่อในช่วงสัปดาห์แรกของ Wimbledon ที่ผ่านมา ความแตกต่างของแนวคิดนี้ทำให้เห็นถึงรอยร้าวในการบริหารจัดการกีฬาระดับโลกที่กล้ามเนื้อและหยาดเหงื่อของผู้เล่นเริ่มถูกตีค่าเป็นตัวเลขทางธุรกิจที่ยุติธรรมขึ้น
สถานการณ์ของ US Open และการกดดันจากนักเทนนิสระดับโลก
US Open กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักเนื่องจากทัวร์นาเมนต์กำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนหน้า พร้อมกับการเข้ารับตำแหน่งของ Craig Tiley ซีอีโอคนใหม่ของ USTA โดยนักเทนนิสมือ 1 ของโลกอย่าง Jannik Sinner และผู้เล่นอีกหลายรายได้ขู่ว่าจะถอนตัวจากการแข่งขันประเภทคู่ผสมที่ Flushing Meadows หากไม่มีความคืบหน้าเรื่องเงินรางวัลที่ชัดเจน
เมื่อปีที่ผ่านมา US Open ได้เพิ่มเงินรางวัลขึ้น 21% เป็น 85 ล้านดอลลาร์ และหากมีการเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกันในปีนี้ ยอดเงินรางวัลรวมอาจทะลุ 100 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เล่นต้องการไม่ใช่เพียงตัวเลขที่เพิ่มขึ้นรายปี แต่คือพันธสัญญาที่มั่นคงผ่านโมเดลแบ่งปันรายได้แบบเดียวกับที่ French Open กำลังเริ่มต้นทำ
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปในวงการเทนนิสโลก
- การประกาศยอดเงินรางวัลของ US Open ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ ว่าจะมีการปรับโมเดลตาม French Open หรือไม่
- ปฏิกิริยาจาก Wimbledon และ Australian Open ต่อกระแสการเรียกร้องส่วนแบ่งรายได้ 16-22%
- การกลับมาของ Carlos Alcaraz ในรายการ Cincinnati Open ช่วงกลางเดือนสิงหาคม หลังพักรักษาอาการบาดเจ็บข้อมือ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญก่อนลุยศึก US Open
- สถานการณ์ของ Karolina Muchova ที่ต้องพักรักษาตัวหลังการผ่าตัดเล็ก ซึ่งอาจส่งผลต่อสายการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์อเมริกา