US Open 2026 ประกาศเพิ่มเงินรางวัลรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 108 ล้านดอลลาร์
การแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมรายการ US Open 2026 เตรียมมอบเงินรางวัลให้แก่แชมป์ประเภทชายเดี่ยวและหญิงเดี่ยวสูงถึง 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 188 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นตัวเลขเงินรางวัลสูงสุดในประวัติศาสตร์ของวงการเทนนิสแกรนด์สแลม โดยมีกำหนดการเริ่มแข่งขันในสัปดาห์หน้า ณ นครนิวยอร์ก
สมาคมเทนนิสแห่งสหรัฐอเมริกา (USTA) ยืนยันว่ายอดเงินรางวัลรวม (Total Compensation) ในปีนี้พุ่งสูงถึง 108 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20% จากปีที่ผ่านมา และเติบโตขึ้นถึง 44% เมื่อเทียบกับปี 2024 การปรับโครงสร้างการจ่ายเงินครั้งนี้ส่งผลให้นักกีฬาที่ตกรอบแรกในรอบเมนดรอว์ (128 คน) จะได้รับเงินรางวัลการันตีทันที 140,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับรายได้เริ่มต้นที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์
รายละเอียดการกระจายเงินรางวัลในแต่ละรอบเป็นอย่างไร?
เงินรางวัลของ US Open 2026 ถูกจัดสรรตามระดับความลึกในการเข้ารอบ โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ Carlos Alcaraz และ Aryna Sabalenka เคยได้รับที่ 5 ล้านดอลลาร์ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- รองชนะเลิศ (Runner-up): 2.8 ล้านดอลลาร์
- รอบรองชนะเลิศ (Semi-finalists): 1.45 ล้านดอลลาร์
- รอบก่อนรองชนะเลิศ (Quarter-finalists): 780,000 ดอลลาร์
- แชมป์ประเภทคู่ (Doubles): ทีมชนะเลิศรับ 1 ล้านดอลลาร์ (แบ่งกันในทีม)
- แชมป์วีลแชร์ (Wheelchair singles): 104,000 ดอลลาร์
เมื่อเปรียบเทียบกับรายการแกรนด์สแลมอื่นในปีเดียวกัน US Open ยังคงครองอันดับหนึ่งด้านมูลค่าเงินรางวัล โดย Wimbledon จ่ายแชมป์ที่ 4.9 ล้านดอลลาร์, French Open 3.3 ล้านดอลลาร์ และ Australian Open 2.9 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
โครงการสนับสนุนนักกีฬาและสวัสดิการใหม่
นอกเหนือจากเงินรางวัลจากการแข่งขัน USTA ภายใต้การนำของ CEO Craig Tiley ได้ประกาศจัดตั้งโครงการสนับสนุนผู้เล่น (Player Support Program) ด้วยงบประมาณเริ่มต้น 2 ล้านดอลลาร์ โดยจะแบ่งสัดส่วนเท่ากันระหว่างนักกีฬาชายและหญิง เพื่อใช้เป็นสวัสดิการและสมทบกองทุนบำนาญสำหรับนักเทนนิสอาชีพ
การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นจากการผลักดันของ Grand Slam Player Council ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น เพื่อให้นักกีฬามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการรายได้และผลประโยชน์จากรายการระดับเมเจอร์ทั้ง 4 รายการมากขึ้น โดย Tiley ระบุว่านี่คือกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวเพื่อรักษาตำแหน่งของ US Open ในฐานะแพลตฟอร์มที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดสำหรับนักกีฬาและพันธมิตร
Degradation Log: จากการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมการกีฬา พบว่าการเสียดสีของลูกบอลบนพื้นผิว Hard Court ที่ความเร็วเฉลี่ย 120 ไมล์ต่อชั่วโมง ส่งผลให้เส้นใย Felt สึกหรอลงประมาณ 0.08 มิลลิเมตรต่อทุกๆ 7 เกมการแข่งขัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Drag Coefficient) และความแม่นยำในการวางตำแหน่งลูก