ดราม่าหลังไมค์: เมื่อความตายยังต้องหลีกทางให้ตารางถ่ายทอดสด
กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่ทำเอาวงการสื่อกีฬาต้องสะดุ้ง เมื่อ Laxman Sivaramakrishnan อดีตนักปั่นลูกเลกสปินเนอร์ระดับตำนานของ India และคอมเมนเตเตอร์ฝีปากกล้า ออกมาทิ้งระเบิดลูกใหญ่ใส่ BCCI เกี่ยวกับประสบการณ์สุดช้ำในช่วงที่เขาทำหน้าที่บรรยายเกม
เรื่องมันเศร้าตรงที่เจ้าตัวออกมาแฉผ่านโซเชียลมีเดียว่า ครั้งหนึ่งเขาถูกบีบให้กลับไปทำงานทันทีหลังจากเสร็จสิ้นพิธีเผาศพพี่ชายแท้ๆ เพียงไม่กี่นาที! โดย Sivaramakrishnan เล่าว่า "พี่ชายผมเสียชีวิตเมื่อไม่กี่ปีก่อน พอเราทำพิธีเผาศพเสร็จในตอนเย็น ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ผู้อำนวยการฝ่ายถ่ายทอดสดของ BCCI ก็โทรหาผมแล้วพูดว่า 'ในเมื่อเผาศพเสร็จแล้ว พรุ่งนี้เช้าคุณบินไปพากย์คู่ India เจอกับ Australia ในศึก Test ที่ Mohali เลยได้ไหม?' ซึ่งผมก็ไปนะ"
เสียสละจนหยดสุดท้าย แต่สิ่งที่ได้กลับไม่ใช่ความเห็นใจ
อดีตดาวดังวัย 60 ปีรายนี้เผยว่าเขาให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานเหนือความโศกเศร้าส่วนตัวเสมอ "ผมยอมทิ้งช่วงเวลาไว้อาลัยแล้วไปทำงาน แม้แต่ตอนที่แม่ผมเสียชีวิต ผมก็ยังนั่งพากย์อยู่ที่ Pune แต่หลังจากที่ทุ่มเทไปขนาดนั้น สิ่งที่ผมได้รับกลับมามันช่าง..." เขาทิ้งท้ายไว้อย่างเจ็บปวด
‘นี่แหละเหตุผลที่ผมแขวนไมค์’
Sivaramakrishnan บอกใบ้ว่าบุคคลลึกลับคนเดิมนี่แหละที่เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจหันหลังให้วงการคอมเมนเตเตอร์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ในช่วงก่อนเริ่ม IPL 2026 เขาเคยประกาศลาออกจากทีมพากย์ของ BCCI พร้อมแฉว่ามีการ "เหยียดสีผิว" และเขามักถูกเขี่ยให้ตกกระป๋องเพื่อเปิดทางให้เด็กใหม่หน้าใสกว่า
วินาทีชีวิต: ‘ผมคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย’
นอกจากเรื่องงานแล้ว สภาพจิตใจของเขาก็พังยับเยินไม่แพ้กัน ในการให้สัมภาษณ์กับ Indian Express เขาเล่าถึงช่วงเวลาที่มืดแปดด้านระหว่างศึก IPL ใน UAE ยุคโควิดว่าเขาต้องสู้กับโรคซึมเศร้าและอาการวิตกกังวลอย่างหนัก "ผมดิ่งมากจนไม่อยากส่องกระจกดูหน้าตัวเอง ทุกครั้งที่ตื่นมา ผมคิดแค่ว่าตัวเองกำลังจะตาย"
เขาต้องเผชิญกับอาการประสาทหลอน นอนไม่หลับ และความโดดเดี่ยว แถมยังอ้างว่าถูกกีดกันจากบทบาทสำคัญอย่างการทำหน้าที่ช่วงโยนเหรียญ (toss) หรือการประกาศรางวัล Presentation เพียงเพราะโปรดิวเซอร์มองว่าเขา "ดูไม่ดีพอที่จะออกหน้าจอ" (not presentable)
เรื่องราวของ Laxman Sivaramakrishnan ไม่ใช่แค่เรื่องของคนตกงาน แต่มันคือการตีแผ่ด้านมืดของวงการสื่อกีฬาที่บางครั้ง "ความเป็นมืออาชีพ" ก็ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการละเลยความเป็นมนุษย์ได้อย่างน่าตาเฉย