สังคายนาไส้ใน! เมื่อกฎปี 2026 มันตึงเกินไปจนต้องแก้ด่วน
วงการ Formula 1 เพิ่งจะยกเครื่องกฎระเบียบครั้งใหญ่สำหรับซีซั่น 2026 โดยเน้นหนักไปที่การพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากระบบไฮบริดมากขึ้น แต่ก็นั่นแหละครับ อะไรที่ใหม่เกินไปบางทีมันก็เหมือนแกงที่ปรุงไม่เสร็จ แม้กฎใหม่จะสร้างสถานการณ์การแข่งขันที่น่าตื่นเต้น แต่มันกลับกลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนฉ่าทั้งในหมู่แฟนความเร็วและเหล่านักขับ
และเพราะดราม่ามันแรงเกินต้านนี่เอง ทำให้สมุดกฎต้องถูกรื้อมาแก้กันกลางฤดูกาล! โดยระเบียบใหม่นี้จะเริ่มประกาศศักดาตั้งแต่วีคเอนด์นี้ที่รายการ Miami Grand Prix เป็นต้นไป
ถ้าคุณพอจะติดตาม Formula 1 อยู่บ้าง ก็น่าจะรู้ว่ากฎปี 2026 มันทำให้ตารางอันดับสลับกันจนมึนตึ้บ แต่ความวุ่นวายนี้มันลามไปถึงขั้นที่ว่า แข่งไปได้แค่ 3 สนาม Formula One Management ร่วมกับ FIA, บรรดาหัวหน้าทีม และ CEO ของเหล่าผู้ผลิตเครื่องยนต์ ต้องจับเข่าคุยกันเพื่อโละกฎบางส่วนทิ้งแล้วเขียนใหม่ทันที เพราะผู้นำโลกความเร็วเขามั่นใจว่าถ้าไม่แก้ตอนนี้ มีหวังพังพินาศแน่!
มีอะไรใหม่ในไส้กรอก (เยอรมัน) และเครื่องยนต์?
เหมือนกับการรื้อระบบช่วงรอยต่อปี 2025 และ 2026 การเปลี่ยนแปลงกลางคันครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ระบบไฮบริดในรถทุกคัน ใครที่ดู 3 สนามแรกอาจจะได้ยินคำว่า "Superclipping" หรือเห็นนักขับเบรกตัวโก่งในโค้งที่ปกติเคยเหยียบมิด ซึ่งสองอย่างนี้มันเกี่ยวกันครับ "Superclipping" คืออาการที่นักขับเหยียบคันเร่งเต็มตีน แต่รถดันเสือกไปปั่นไฟเก็บเข้าระบบไฮบริดแทนที่จะพุ่งไปข้างหน้า มักจะเกิดช่วงปลายทางตรงยาวๆ หรือโค้งความเร็วสูง
สรุปประเด็นการปรับจูนที่สำคัญ:
- รอบ Qualifying: ลดอัตราการชาร์จไฟสูงสุดจาก 8 megajoules เหลือ 7 megajoules เพื่อหวังว่าอาการ Superclipping จะลดลงเหลือแค่ 2-4 วินาทีต่อรอบ
- พลังการชาร์จ: เพิ่มเพดานการชาร์จจาก 250 kW เป็น 350 kW เพื่อให้ชาร์จไฟเต็มไวขึ้น จะได้ไม่ต้องเสียเวลาปั่นไฟนานเกินไป
- Boost Mode: จำกัดพลังงานไว้ที่ 150 kW เพื่อป้องกันไม่ให้ความเร็วรถสองคันต่างกันเกินไปจนน่ากลัว เหมือนช็อตที่ Oliver Bearman กับ Franco Colapinto เกือบจะสอยกันที่ Suzuka
- MGU-K: จำกัดการปล่อยพลังงานไว้ที่ 350 kW ในโซนเร่งความเร็วและโซนแซง ส่วนจุดอื่นๆ ของสนามจะถูกคุมไว้ที่ 250 kW
นอกจากนี้ยังมีระบบ "Low power start detection" สำหรับตอนออกตัว ถ้าใครปล่อยคลัตช์แล้วรถอืดผิดปกติ ระบบ MGU-K จะทำงานอัตโนมัติเพื่อให้รถพุ่งตัวออกไปได้อย่างปลอดภัย ไม่โดนคันหลังสอยตูด พร้อมไฟกะพริบเตือนรอบคันว่า "พี่อืดอยู่นะจ๊ะ"
ฟังเสียงคนขับ: Nico Hülkenberg ว่าไง?
เราไม่ได้คุยกับทุกคนในพิตเลน แต่เราได้คิวทองของ Nico Hülkenberg นักขับจากทีม Audi มาแชร์มุมมอง
ถาม: คิดยังไงกับการเปลี่ยนกฎกลางคันที่จะเริ่มใช้ที่ Miami นี้? มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ?
NH: "ก็นะ... ของแบบนี้ต้องรอดูหน้างานที่ Miami ครับ แต่ถ้าดูตามหน้ากระดาษ มันคือการก้าวไปในทิศทางที่ถูก โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย เพราะความต่างของความเร็ว (Delta speed) มันมากเกินไปจนอาจเกิดอุบัติเหตุแบบที่ญี่ปุ่นได้ ซึ่งนั่นมันอันตรายสุดๆ"
ถาม: พวกรายการ Endurance ที่มีรถหลายคลาสเขาก็จัดการเรื่องความต่างของความเร็วได้ดีนะ F1 ควรไปเรียนงานจากพวกเขาไหม?
NH: "ผมว่ามันคนละ DNA กันนะ ใน Endurance มันมีรถหลายคลาสก็จริง แต่เขาไม่ได้สู้กันโดยตรง แต่อุบัติเหตุจากความเร็วที่ต่างกันมันก็เกิดขึ้นได้เสมอและเลี่ยงยาก ส่วนใน F1 ผมว่าบริบทมันต่างกัน รถเทียบกันไม่ได้เลย ผมไม่มองว่ามันเหมือนกันนะ"
ถาม: คิดว่ากฎใหม่นี้จะเปลี่ยนเกมได้จริงไหม?
NH: "ผมว่า FIA, ทีมแข่ง และนักขับ ช่วยกันระดมสมองมาเยอะมาก ทุกอย่างดูดีในทฤษฎีครับ ตอนนี้เหลือแค่ลงไปวิ่งจริงเพื่อพิสูจน์ว่ามันจะเวิร์กอย่างที่คิดไหม"