เมื่อความแรงไม่พอใช้! Andrea Stella สะกิด FIA ขอปรับสเปกเครื่องยนต์
Andrea Stella บอสใหญ่มาดเนี้ยบของทีม McLaren ออกมาให้ความเห็นแบบตรงไปตรงมาว่า กฎระเบียบด้านขุมพลัง (Power Unit) ของ Formula 1 ในอนาคตยังต้องมีการ "ศัลยกรรม" เพิ่มเติมอีกพอสมควร แต่ดูจากตารางเวลาแล้ว กว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นชิ้นเป็นอันก็น่าจะลากยาวไปถึงปี 2028 โน่นเลย เพราะจะให้แก้ปีหน้ามันก็ดูจะกระชั้นชิดเกินไปหน่อย
ล่าสุด F1 เพิ่งจะตกลงปรับจูนกฎชุดแรกเพื่อกู้หน้าการควอลิฟายและลดความเร็วช่วงทางตรงที่ดูจะอันตรายเกินไปในยุคกฎปี 2026 ซึ่งในรายการ Miami Grand Prix ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นการประเดิมใช้กฎที่ปรับปรุงใหม่นี้ไปบ้างแล้ว แม้ผลลัพธ์จะดูดีขึ้นนิดหน่อย แต่กูรูหลายท่านก็ยังกุมขมับว่าระบบจัดการพลังงานจะรอดไหมเมื่อต้องไปเจอกับสนามที่กินไฟดุๆ ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลินี้
ทางแก้ที่เจ็บแต่จบ: เพิ่มน้ำมัน หรือ ขยายแบตเตอรี่?
แม้จะมีการปรับกฎเชิงกีฬาไปบ้างแล้ว แต่ในวงการเขารู้กันว่าถ้าจะให้เห็นผลลัพธ์แบบ "ว้าว" มันต้องแก้ที่ฮาร์ดแวร์ครับ! ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอัตราการไหลของน้ำมันเพื่อให้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ปล่อยม้าออกมาได้เต็มคอกมากขึ้น หรือจะขยายขนาดแบตเตอรี่ให้ใหญ่สะใจ เพื่อไม่ให้รถต้องมานั่ง "หมดแรง" กลางทางบ่อยๆ นอกจากนี้ยังมีไอเดียลดแรงกด (Downforce) เพื่อให้รถเข้าโค้งช้าลงและประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย
แต่ปัญหาคือ การจะขยับตัวแต่ละทีใน Formula 1 มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการเพิ่มน้ำมันหมายถึงต้องรื้อถังน้ำมันใหม่ และลามไปถึงโครงสร้างแชสซี (Chassis) ซึ่งหลายทีมเขาวางแผนจะใช้แชสซีเดิมสำหรับฤดูกาลหน้าไปแล้วเพื่อประหยัดงบตามกฎ Budget Cap
เสียงจากคนหน้างาน: Stella และ Toto Wolff ว่าไง?
Andrea Stella ผู้ที่ทีมใช้เครื่องยนต์ลูกค้าจาก Mercedes ย้ำชัดว่า "ถ้าอยากให้ F1 มันเร้าใจกว่านี้ การปรับฮาร์ดแวร์คือเรื่องจำเป็น" เขาเสนอให้เพิ่มการปั่นไฟ (Harvesting) จากเดิม 350kW เป็น 400kW หรือ 450kW ไปเลย พร้อมทิ้งท้ายว่าอยากให้คุยกันให้จบก่อนช่วงพักครึ่งฤดูกาล (Summer Break) เพื่อให้ผู้ผลิตมีเวลาเตรียมตัวสำหรับปี 2028
ฝั่ง Toto Wolff บิ๊กบอสของ Mercedes ก็ไม่ได้ค้านหัวชนฝา แต่แอบหยอดมุกเบาๆ ว่า "ใครที่คิดจะเปลี่ยนกฎเครื่องยนต์แบบปุ๊บปั๊บตอนนี้ ควรกลับไปทบทวนวิธีมองเกม F1 ใหม่นะ" เพราะเขามองว่าการแข่งขันที่ไมอามี่ก็สนุกตื่นเต้นดีอยู่แล้ว แต่ถ้าจะปรับเพื่อความมันส์ในระยะกลาง เขาก็พร้อมลุย โดยเฉพาะเรื่องความเร็วทางตรงที่ต้องกล้าตัดสินใจมากกว่านี้
ความท้าทายของทีมผู้ผลิต
- Steve Nielsen จากทีม Alpine เตือนว่าการเพิ่มน้ำมันแค่ 10-20 ลิตร อาจหมายถึงการต้องสร้างรถใหม่ทั้งคัน
- การปรับกฎบ่อยเกินไปในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ทีมงานเริ่มจะหายใจไม่ทั่วท้อง
- งบประมาณภายใต้ Budget Cap บีบให้ทีมต้องเลือกจ่ายเงินในจุดที่คุ้มค่าที่สุดเท่านั้น
สรุปสั้นๆ คือ แฟนความเร็วอาจจะต้องอดใจรอกันอีกนิด เพราะกว่าที่เครื่องยนต์ F1 จะสมบูรณ์แบบตามจินตนาการของเหล่าวิศวกร เราคงต้องรอให้ปฏิทินเปลี่ยนเป็นปี 2028 เสียก่อน!