การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของข้อบังคับใหม่: ผลลัพธ์เชิงตัวเลขที่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย
จากการตรวจสอบการปรับปรุงกฎระเบียบของ Formula 1 ล่าสุด ผู้ถือครองรถหมายเลข 1 (คะแนนสะสม 110 แต้ม) จากสังกัด Red Bull ระบุว่าการแก้ไขเชิงเทคนิคครั้งนี้เป็นเพียงการ 'สะกิด' (tickle) พื้นผิวของปัญหาเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าต่อรอบที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการแรงกดอากาศพลศาสตร์
ในทางตรงกันข้าม ผู้ถือครองรถหมายเลข 63 (คะแนนสะสม 33 แต้ม) ประเมินว่าการปรับเปลี่ยนนี้ 'เหมาะสม' ขณะที่ผู้ถือครองรถหมายเลข 4 (คะแนนสะสม 58 แต้ม) จาก McLaren แสดงทัศนะว่าบุคลากรผู้ขับขี่ควรพึงพอใจกับข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่
รายการปรับปรุงทางเทคนิคและดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ (KPIs)
การปรับจูนระบบมีวัตถุประสงค์หลักสองประการที่มุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการต้นทุนและพลังงาน:
- การเพิ่มประสิทธิภาพรอบการคัดเลือก: เพื่อลดพฤติกรรม 'Lift and Coast' ซึ่งส่งผลเสียต่อกราฟการทำงานของยางและระบบประจุไฟ
- การลดส่วนต่างความเร็ว (Closing Speeds): เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อความเสียหายของตัวถัง (Carbon Fiber) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเพดานงบประมาณ (Cost Cap)
ผู้ถือครองรถหมายเลข 1 ซึ่งเคยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการลงทุนเวลาของตนในกีฬานี้กล่าวว่า "มันยังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำความเร็วสูงสุดอย่างต่อเนื่อง การทำให้ทุกฝ่ายบรรลุข้อตกลงร่วมกันเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนเกินไป ผมหวังว่าในปีหน้าจะมีการปรับโครงสร้างต้นทุนและวิศวกรรมที่ขนานใหญ่กว่านี้"
ข้อจำกัดด้านวิศวกรรมเครื่องยนต์และอัตราส่วนเชื้อเพลิง
ระบบส่งกำลังปัจจุบันมีสัดส่วนการกระจายพลังงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ที่เกือบ 50-50 ซึ่งสร้างภาระในการบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management) อย่างมหาศาล Andrea Stella และ Laurent Mekies สองผู้บริหารระดับสูงเห็นพ้องว่าต้องมีการแก้ไขที่ตัว 'Hardware' โดยเฉพาะการเพิ่มอัตราการไหลของเชื้อเพลิง (Fuel Flow) เพื่อลดการพึ่งพาระบบไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้ก่อนปีหน้าเนื่องจากติดข้อบังคับด้านความทนทานของวัสดุ (Reliability) และต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ผลิตเครื่องยนต์ 4 ใน 5 ราย รวมถึง FIA
ความเสี่ยงเชิงสถิติในสภาวะพื้นผิวแทร็กเปียก
ผู้ถือครองรถหมายเลข 16 (คะแนนสะสม 83 แต้ม) จาก Ferrari แสดงความกังวลต่อค่าความแปรผันของความเร็วในสภาวะฝนตก โดยระบุว่ากลยุทธ์การใช้พลังงานที่แตกต่างกันอาจทำให้เกิดส่วนต่างความเร็วที่อันตรายในจุดที่มีทัศนวิสัยต่ำ
"ในสภาวะฝนตก เราเป็นเพียงผู้โดยสารของระบบอากาศพลศาสตร์และแรงเสียดทานที่ควบคุมไม่ได้" เขากล่าวเสริม ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวในการออกแบบข้อบังคับที่ต้องพึ่งพาการคาดเดาพฤติกรรมของรถคันหน้ามากกว่าข้อมูลเชิงประจักษ์
บทสรุปด้านลอจิสติกส์และอนาคต
แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้กลับไปใช้เครื่องยนต์ V8 หรือ V10 จาก Mohammed Ben Sulayem ประธาน FIA แต่ในเชิงบัญชีต้นทุนและการตลาดเพื่อความยั่งยืน แผนดังกล่าวถูกระงับโดยกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ถือครองรถหมายเลข 63 ย้ำเตือนว่าแม้รถในอดีตจะมีเสน่ห์ทางวิศวกรรม แต่ดัชนีการแซง (Overtaking Efficiency) นั้นต่ำกว่ามาตรฐานปัจจุบันอย่างมาก การลดน้ำหนักของรถจึงเป็นตัวแปรเดียวที่มีนัยสำคัญต่อการปรับปรุงสมรรถนะในขณะนี้