องก์ที่หนึ่ง: เสียงครวญจากห้องคนขับ และพันธนาการแห่งกระแสไฟฟ้า
ท่ามกลางกลิ่นอายของน้ำมันเชื้อเพลิงสังเคราะห์และเสียงหวีดหวิวของมอเตอร์ไฟฟ้าที่เสียดแทรกผ่านชั้นบรรยากาศ Max Verstappen ยอดนักขับจากทีม Red Bull ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อการปรับเปลี่ยนกฎกติกาของ Formula 1 ว่าเป็นเพียงแค่ 'การสะกิด' (a tickle) ที่ไม่อาจเยียวยาบาดแผลลึกในเชิงวิศวกรรมได้ เขายังคงเปรียบเปรยรถแข่งยุคใหม่ว่าไม่ต่างจาก Mario Kart หรือ Formula E ที่ถูกฉีดสารสเตียรอยด์เข้าไปในระบบไหลเวียนโลหิต
ในขณะที่ George Russell ผู้ท้าชิงจาก Mercedes มองว่าการปรับเปลี่ยนนี้คือ 'ทิศทางที่ดี' และ Lando Norris แชมป์โลกจาก McLaren ย้ำเตือนว่าเหล่านักขับควรจะ 'พึงพอใจ' กับเศษเสี้ยวของความเปลี่ยนแปลงที่ได้รับ ท่ามกลางสมการทางฟิสิกส์ที่บีบคั้นให้การทำความเร็วสูงสุดกลายเป็นเรื่องยากลำบาก
องก์ที่สอง: กลศาสตร์แห่งความขัดแย้ง และแรงต้านของกฎเกณฑ์
หัวใจสำคัญของการปรับจูนทางเทคนิคครั้งนี้คือการพยายามกอบกู้จิตวิญญาณของการรอบ Qualifying ให้กลับมาเป็นการรีดเค้นสมรรถนะแบบ flat-out อีกครั้ง พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจาก 'ส่วนต่างความเร็ว' (speed differentials) ที่เกิดขึ้นเมื่อรถคันหนึ่งกำลังปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้า 350kW (470bhp) ในขณะที่อีกคันกลับต้องถอนคันเร่งเพื่อประจุไฟเข้าสู่เซลล์แบตเตอรี่
Max Verstappen ผู้ซึ่งเคยตั้งคำถามถึงอนาคตของตนในสังเวียนความเร็วนี้กล่าวว่า "มันเป็นแค่การสะกิดเบาๆ เท่านั้น แต่มันยังไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเพื่อที่จะกดคันเร่งให้จมมิดได้จริงๆ ผมแค่หวังว่าในปีหน้าเราจะเห็นการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่"
ทางด้าน Lando Norris เสริมว่าข้อจำกัดทางกฎเกณฑ์ทำให้ยากที่จะก้าวไปไกลกว่านี้ "การแข่งขันในวันจริงคงไม่ต่างจากเดิมนัก แต่ในรอบ Qualifying เราน่าจะได้เห็นการขับขี่ที่ดุดันขึ้น ซึ่งนั่นคือสิ่งที่นักขับโหยหา" อย่างไรก็ตาม ทั้ง Andrea Stella และ Laurent Mekies ต่างเห็นพ้องว่าทางออกที่แท้จริงคือการปรับปรุง Hardware ของเครื่องยนต์ โดยเฉพาะการเพิ่มอัตราส่วนของเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion) ผ่านการเพิ่มอัตราการไหลของเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ FIA ยังไม่สามารถอนุญาตได้จนกว่าจะถึงปีหน้าเนื่องจากข้อจำกัดด้านความทนทานของวัสดุ
องก์ที่สาม: เมื่อผืนยางมะตอยปฏิเสธความปรานี และมัจจุราชในม่านฝน
ความกังวลพุ่งสูงขึ้นเมื่อเมฆฝนเริ่มก่อตัวเหนือสนาม Miami Grand Prix นักขับหลายคนแสดงความหวาดหวั่นต่อทัศนวิสัยและพฤติกรรมของรถแข่งภายใต้กฎใหม่ Charles Leclerc จาก Ferrari เผยถึงความย้อนแย้งทางฟิสิกส์ว่า ในสภาวะถนนเปียก รถอาจพุ่งทะยานด้วยความเร็วปลายทางตรงที่สูงกว่าถนนแห้งเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากระบบจัดการพลังงานไม่ได้ถูกรีดเค้นจนถึงขีดจำกัด
"ในม่านฝน เราเป็นเพียงผู้โดยสารที่ไร้อำนาจควบคุม" Charles Leclerc กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล "มันไม่ใช่เรื่องของความกล้าหาญ แต่มันคือการกดคันเร่งค้างไว้แล้วภาวนาว่ารถคันข้างหน้าจะไม่ช้ากว่าเรา เพราะภายใต้กฎเกณฑ์เหล่านี้ เราไม่สามารถคาดเดาความเร็วของคู่แข่งได้เลย"
ขณะที่ Lance Stroll จาก Aston Martin วิจารณ์กฎใหม่ว่า 'บกพร่องโดยสันดาน' และเรายังห่างไกลจากคำว่ารถ Formula 1 ที่แท้จริง ตราบใดที่นักขับยังต้องพะวงกับสถานะของแบตเตอรี่มากกว่าการชิงชัยด้วยสัญชาตญาณดิบ
บทสรุปของนาฏกรรมในสนาม Miami Grand Prix ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของใครจะเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก แต่คือการต่อสู้ระหว่างมนุษย์ เทคโนโลยี และกฎเกณฑ์ที่พยายามจะควบคุมความเร็วที่ไร้ขีดจำกัดให้อยู่ในกรอบของตัวเลขและกระแสไฟฟ้า