Gianni Infantino จะยังรักษาเก้าอี้ประธาน FIFA ได้หรือไม่?
Gianni Infantino ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือ FIFA กำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งในปี 2016 หลังจากแผนการขายหุ้นในรายการแข่งขันของ FIFA ให้กับบริษัทลงทุนเอกชนถูกเปิดเผยออกมาโดยที่สมาชิกรายอื่นไม่ทราบเรื่อง ส่งผลให้ Uefa และชาติสมาชิกหลายแห่งแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงจนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงความมั่นคงในตำแหน่งของเขา
สถานการณ์ของ Gianni Infantino เปลี่ยนจากจุดที่ดูเหมือนจะไร้คู่แข่งกลายเป็นความสั่นคลอนภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยเฉพาะเมื่อ Uefa ขู่ที่จะคว่ำบาตรการแข่งขันทุกรายการของ FIFA รวมถึงฟุตบอลโลก (World Cup) หากไม่มีการทบทวนบทบาทผู้นำ นอกจากนี้พันธมิตรที่เคยใกล้ชิดอย่าง Concacaf และ AFC ก็เริ่มแสดงท่าทีตีตัวออกห่าง ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับประธานชาวสวิสรายนี้
กลไกการถอดถอนและทางเลือกของฝ่ายค้าน
การจะก้าวลงจากตำแหน่งของ Gianni Infantino มีความเป็นไปได้หลายทาง แต่ละทางมีระดับความยากง่ายที่แตกต่างกัน ดังนี้:
- การลาออกโดยสมัครใจ: เป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุดเหมือนกรณีของ Sepp Blatter ในปี 2015 แต่ปัจจุบัน Infantino ยังคงยืนยันที่จะสู้ต่อเพื่อการเลือกตั้งสมัยที่ 4 ในเดือนมีนาคมปีหน้า
- การประชุมฉุกเฉินของ FIFA Council: ต้องใช้เสียง 19 จาก 37 สมาชิกเพื่อกดดันให้ลาออก แม้ Uefa จะมี 9 เสียง แต่การรวบรวมเสียงให้ครบ 19 นั้นยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย
- การประชุมใหญ่สมัยวิสามัญ (Extraordinary Congress): Uefa สามารถใช้เสียงสมาชิก 55 ชาติเพื่อเรียกประชุมได้ทันที แต่การลงมติไม่ไว้วางใจต้องใช้คะแนนเสียงถึง 106 จาก 211 ชาติสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมี 136 ชาติที่คัดค้านแผนการลงทุน แต่ยังไม่ยืนยันว่าจะโหวตไล่ตัวประธานออกหรือไม่
ใครคือตัวเต็งที่จะก้าวขึ้นมาแทนหากเกิดการเปลี่ยนแปลง?
หากวิกฤตครั้งนี้บานปลายจนถึงขั้นต้องหาผู้นำคนใหม่ ชื่อของ Victor Montagliani ประธาน Concacaf กลายเป็นตัวเต็งอันดับต้นๆ เนื่องจากเขามีทักษะทางภาษาที่หลากหลายและมีบทบาทสำคัญในการจัดฟุตบอลโลก 2026 ขณะที่ Sheikh Salman bin Ebrahim Al Khalifa ประธาน AFC ก็เป็นอีกหนึ่งแคนดิเดตที่มีฐานเสียงหนาแน่นในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม ในโลกของฟุตบอลที่มักจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์เสมอ Infantino ยังมีเวลาในการเยียวยาความสัมพันธ์กับชาติสมาชิกก่อนจะถึงวันเลือกตั้งในเดือนมีนาคม หากเขาสามารถดึงสปอนเซอร์รายใหญ่ให้ยังคงสนับสนุนองค์กรต่อไปได้ โอกาสที่เขาจะรอดพ้นจากวิกฤตนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ถ้าแบรนด์ระดับโลกเริ่มถอนตัวเหมือนปี 2015 นั่นอาจจะเป็นจุดจบที่แท้จริงของยุคสมัยเขา