องก์ที่หนึ่ง: เมื่อผู้กุมบังเหียนไร้ซึ่งสิทธิ์ในสภาสูง
ท่ามกลางกลิ่นอายของยางที่ถูกแผดเผาและเสียงหวีดหวิวของเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ความถี่สูงลิ่ว Lewis Hamilton ยอดนักขับผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบในเชิงฟิสิกส์ ได้ออกมาเรียกร้องให้เหล่านักขับมี “ที่นั่งในโต๊ะเจรจา” เพื่อกำหนดทิศทางของ Formula One ในอนาคต เขามองว่าเสียงของมนุษย์ผู้ควบคุมเครื่องจักรควรมีน้ำหนักเท่าเทียมกับทีมแข่งและ FIA ซึ่งทัศนะนี้ได้รับการขานรับอย่างกึกก้องไปทั่วพิทเลน รวมถึงจาก Lando Norris ผู้กำลังขับเคี่ยวในสมรภูมิปัจจุบัน
Hamilton ให้สัมภาษณ์ก่อนเริ่มศึก Miami Grand Prix สุดสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นสนามแรกที่จะมีการบังคับใช้กฎที่ปรับปรุงใหม่ หลังจากเหล่านักขับแสดงความไม่พอใจต่อระเบียบข้อบังคับชุดปัจจุบันที่ดูเหมือนจะปฏิเสธสัญชาตญาณของการทำความเร็ว
“พวกเรานักขับทุกคนทำงานร่วมกัน เรามีการประชุมกัน แต่ข้อเท็จจริงคือเราไม่มีที่นั่งในโต๊ะตัดสินใจ” Hamilton กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น “เรามีการปฏิสัมพันธ์กับ FIA และ F1 ซึ่งทาง F1 มักจะตอบสนองได้รวดเร็วกว่าเล็กน้อย แต่ในเมื่อเราไม่ใช่ผู้ถือหุ้น เราจึงไม่มีสิทธิ์ออกเสียงอย่างเป็นทางการ ซึ่งผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ต้องเปลี่ยน”
องก์ที่สอง: ความขัดแย้งระหว่างข้อมูลดิบและสัมผัสแห่งความเร็ว
แชมป์โลก 7 สมัยผู้นี้ได้ยกตัวอย่างถึงกระบวนการทดสอบยางคอมพาวด์ใหม่ๆ ก่อนจะนำมาใช้ในสังเวียนจริง ซึ่งเขามองว่าขาดการประสานงานที่ลึกซึ้งพอ
“ผมบอกพวกเขาตอนที่ผมทำการทดสอบให้กับ Pirelli ว่า ‘พวกคุณควรมาคุยกับเรา ร่วมมือกับเรา’ เราไม่ได้ต้องการจะตำหนิผลิตภัณฑ์ของ Pirelli เรารู้ว่าพวกคุณสร้างของดีได้” เขากล่าวเสริม “แต่บ่อยครั้งที่คำติชมมาจากคนที่ไม่เคยสัมผัสแรงจีในห้องนักขับมาก่อน มาคุยกับเราสิ เราจะทำงานสอดประสานกันเพื่อนำเสนอต่อ FIA เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม เช่นเดียวกับ F1 เราอยู่ที่นี่เพื่อทำงานร่วมกับคุณ เราไม่อยากทำลายภาพลักษณ์ของกีฬาที่เราประคองกอดไว้ เราอยากให้มันประสบความสำเร็จ”
นับตั้งแต่เปิดฉากฤดูกาล กระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อกฎระเบียบใหม่นั้นรุนแรงดั่งพายุ โดยเฉพาะประเด็น Energy Management ที่สัดส่วนพลังงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และพลังงานไฟฟ้าถูกแบ่งออกเป็นเกือบ 50-50 ซึ่งส่งผลต่อพลศาสตร์ของตัวรถอย่างรุนแรง
เสียงสะท้อนจากผู้พิทักษ์บัลลังก์
การปลดปล่อยและการประจุพลังงานไฟฟ้า (Deployment and Recharging) กลายเป็นตัวแปรที่เข้ามาบงการวิถีการขับขี่ในแต่ละรอบสนาม จนสร้างความขุ่นเคืองให้กับ Max Verstappen ผู้ซึ่งถึงกับเอ่ยปากว่าเขากำลังพิจารณาอนาคตในวงการนี้ เนื่องจากความเสื่อมศรัทธาในกฎเกณฑ์ที่ลดทอนจิตวิญญาณของการแข่งรถ
“ผมหวังว่าเสียงของนักขับจะมีน้ำหนักมากขึ้น” Max Verstappen กล่าว “ผมคิดว่าถ้าเรามีส่วนร่วมตั้งแต่ 5 หรือ 6 ปีก่อน เราคงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาวะที่น่าอึดอัดเช่นนี้”
องก์ที่สาม: พื้นผิวแทร็กที่ไร้ความปรานีและธุรกิจที่บดบังความจริง
แม้จะมีการปรับปรุงพารามิเตอร์ของการกู้คืนพลังงาน (Energy Recovery) ในช่วง Qualifying และการแข่งขันจริง แต่ความรู้สึกที่ว่า ‘สายเกินไป’ ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ Lando Norris สนับสนุนแนวคิดของ GPDA (Grand Prix Driver’s Association) อย่างเต็มตัว โดยระบุว่านี่คือสิ่งที่กีฬาอาชีพอื่นๆ พึงมี
อย่างไรก็ตาม Lance Stroll จากทีม Aston Martin กลับให้ทัศนะที่รุนแรงและตรงไปตรงมามากกว่าเกี่ยวกับโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์และอากาศพลศาสตร์ในปีนี้ “ผมคิดว่ามันมีข้อบกพร่องในระดับรากฐาน ผมไม่ใช่วิศวกร แต่ผมรู้ว่ามันมีหลายอย่างที่ควรทำได้ดีกว่านี้ มันน่าเศร้าที่เราต้องมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้”
นักขับชาวแคนาดายังทิ้งท้ายถึงความแตกต่างระหว่าง ‘ตัวเลขในบัญชี’ และ ‘ความรู้สึกบนพวงมาลัย’ ไว้อย่างน่าสนใจ “F1 คือธุรกิจ และพวกเขาต้องการปกป้องธุรกิจของพวกเขา แต่เราคือนักขับ เรารู้ว่าความรู้สึกของการควบคุมรถที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างไร มันคือสองมุมมองที่ต่างกัน ผู้คนยังคงดูการแข่งขันอยู่ดี F1 จึงมีความสุข แต่สำหรับนักขับและแฟนพันธุ์แท้ที่รู้ซึ้งถึงศาสตร์แห่งความเร็ว พวกเขารู้ดีว่าความจริงถูกซ่อนไว้ภายใต้เปลือกนอกที่ไม่ได้ดีอย่างที่มันควรจะเป็น”